บทที่ 5   
แนะนำดัชนีอนาคตประเทศไทย (Thailand Future Index)

ด้วยเหตุนี้    เราจึงเริ่มสร้างดัชนีที่จะวัดว่า เราได้เตรียมตัวให้พร้อมรับกับอนาคตได้ดีเพียงใด  เราจะเรียกดัชนี้นี้ว่า   “ดัชนีอนาคตประเทศไทย  (Thailand Future Index)”   ซึ่งจะครอบคลุมมิติในทั้ง  4 ด้านที่เราได้กล่าวไปแล้วซึ่งได้แก่ เศรษฐกิจ  สังคม  พลังงานและสิ่งแวดล้อม  และธรรมาภิบาลภาครัฐ   โดยในแต่ละด้านก็จะมีตัวชี้วัดที่สำคัญๆ เพียงไม่กี่ตัว เพื่อจะเน้นว่าอะไรเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับอนาคตของประเทศจริงๆ  

  • ด้านเศรษฐกิจ  สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ก็คือ ผลิตภาพแรงงาน และการวิจัยและพัฒนา   อย่างไรก็ดี  อาจมีผู้ที่เห็นว่าความเหลื่อมล้ำก็เป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน  แต่สำหรับประเทศไทยแล้วมันเป็นเรื่องของเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงที่ไม่ใช่แค่ทรัพยากร  แต่ต้องเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพด้วย   
  • ด้านสังคม  เราต้องการจะให้ความสำคัญไปที่คุณภาพการศึกษา และปัญหาของเยาวชน
  • ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม   เราจะเน้นเรื่องของการใช้พลังงาน และมลภาวะต่างๆ
  • ด้านธรรมาภิบาล  ก็จะเป็นเรื่องคอร์รัปชั่น และเสถียรภาพทางการเมือง 


แน่นอนว่ายังมีตัวชี้วัดอีกมากมายที่มีความสำคัญเช่นกัน  แต่เพื่อไม่ให้เป็นการลดทอนน้ำหนักของตัวชี้วัดแต่ละตัว เราจึงเลือกที่ใช้เฉพาะตัวที่จำเป็นเท่านั้น

ตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา  ดัชนี Thailand Future Index นั้นลดลงเรื่อยมา จากค่า 100  ในปีดังกล่าว (ซึ่งเป็นค่าตั้งต้น ของปีฐาน)  เหลือเพียง 90 ในปี 2012    ซึ่งหากดูรายละเอียดจะพบว่าตัวชี้วัดในด้านเศรษฐกิจไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเท่าใดนัก   (เนื่องมาจากสัดส่วนหนี้โดยรวมที่เพิ่มขึ้น บวกับผลิตภาพแรงงานที่โตขึ้นอย่างช้าๆ)   ในขณะที่ตัวชี้วัดในด้านที่เหลือจะแย่ลงทุกด้าน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสิ่งแวดล้อมที่มลภาวะสูงขึ้นในทุกเรื่อง  ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อน มลภาวะทางน้ำ หรือปริมาณของเสีย  ส่วนด้านธรรมาภิบาลภาครัฐ  คอร์รัปชั่นเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดัชนีโดยรวมลดลง   แต่ตัวชี้วัดที่ส่งผลให้ดัชนีธรรมาภิบาลภาครัฐลดลงมากที่สุด คือ เสถียรภาพทางการเมืองที่มาจากการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรี   เราพบว่าจำนวนการเปลี่ยนรัฐมนตรีนั้นสูงมากถึง 17 ตำแหน่ง จาก 19 กระทรวง  และระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งเฉลี่ยของรัฐมนตรีลดลงเหลือ 11 เดือน

การใส่ใจแต่เฉพาะ GDP ทำให้เราละเลยเรื่องที่สำคัญในระยะยาว    การที่เรามีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นและสามารถผลิตสินค้าได้เพิ่มขึ้น  มันช่วยเพิ่มรายได้และทำให้ GDP เพิ่มขึ้นก็จริง  แต่มันก็หมายถึงปริมาณขยะและมลพิษที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน   ซึ่งปัจจุบันต้นทุนของสิ่งแวดล้อมไม่ได้รวมอยู่ใน GDP แต่อย่างใด    ดังนั้น การใส่ใจแต่ GDP มากจนเกินไปย่อมหมายถึงการมองข้ามสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเติบโตของประเทศในระยะยาว  อีกเรื่องที่เห็นได้ชัดเจนคือ  คุณภาพการศึกษาของเยาวชนที่แม้จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ไม่เกิดผลเกี่ยวข้องกับ GDP แต่อย่างใด   แต่นั่นคงไม่ใช่เหตุผลหรือข้ออ้างที่จะทำให้เราไม่ใส่ใจกับปัญหาด้านการศึกษา  ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงปี 2003-2006  ซึ่งเป็นช่วงที่อัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยของไทยเพิ่มสูงขึ้นมากถึง 5.8% ต่อปี  เนื่องมาจากเศรษฐกิจโลกที่สดใสซึ่งทำให้เราส่งออกได้มาก   แต่ Thailand Future Index  ได้ลดลงจาก 100 เหลือเพียง 93  เนื่องมาจากปัญหาด้านธรรมาภิบาลภาครัฐ  (ทั้งคอร์รัปชั่น และเสถียรภาพทางการเมือง)  และปัญหาด้านสังคม (คดีอาชญากรรมของเด็กและเยาวชน)    ซึ่งหากต้องแลกเรื่องเหล่านี้กับมูลค่าการส่งออกหรือ GDP ที่ลดลงเล็กน้อย   อะไรจะสำคัญมากกว่าระหว่างคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยกับจำนวนฮาร์ดดิสก์ที่เราประกอบได้    และเราควรจัดลำดับความเร่งด่วนของปัญหาอย่างไร เมื่อต้องจัดการกับปัจจัยที่ส่งผลในระยะยาว    

เราไม่ได้ทำการตรวจสุขภาพมานาน    จุดประสงค์ของบทความชิ้นนี้ไม่ได้เจตนาที่จะสร้างภาพลบให้กับประเทศ   เพียงแต่เป็นการทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตในแบบที่มันควรจะเป็นจริงๆ  เพื่อจะได้ปรับปรุงและซ่อมแซมสุขภาพของประเทศให้เข้มแข็งขึ้น    เพราะที่จริงแล้ว ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพมาก ทั้งในด้านตำแหน่งที่ตั้งที่เป็นยุทธศาสตร์    มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์  อีกทั้งเรายังครองความเป็นผู้นำในด้านอาหารและการท่องเที่ยว   แต่เราก็ไม่ควรชะล่าใจจากความได้เปรียบเหล่านี้  เพราะด้วยศักยภาพที่เรามีอยู่ ประเทศไทยควรจะทำได้ดีกว่านี้     หวังว่าบทความนี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการแก้ไขอย่างจริงจังและเร่งด่วน เพื่อหลีกเลี่ยงวังวนของความเสื่อมถอยของประเทศที่ไม่มีใครอยากจะเจอ    
  

ตัวอย่างดัชนีอนาคตประเทศไทย (Thailand Future Index)         
      
   


-------------------------------------------------           ดูดัชนีอนาคตประเทศไทย  <คลิกที่นี่ >  -----------------------------------