บทที่ 4  
มองไปข้างหน้า

จากที่เราได้มองย้อนกลับไปอดีต  และพบว่าผลลัพธ์ในบางด้านก็ออกมาดี  แต่ก็มีหลายด้านที่เรายังทำได้ไม่ดีนัก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม  และด้านธรรมาภิบาลของภาครัฐ    ดังนั้น  มันถึงเวลาแล้วที่เราควรจะต้องมองไปข้างหน้าเพื่อให้เห็นภาพว่าอนาคตของประเทศจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร   แต่การที่จะเห็นภาพอนาคตได้อย่างชัดเจนและแม่นยำก็เป็นเรื่องที่สุดจะคาดเดา  เช่น   หากเราวาดภาพสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยการพยากรณ์    มันก็ขึ้นอยู่ว่าเราเลือกที่จะวาดภาพอนาคตที่สดใส (มืดมน)  ด้วยการใช้สมมุติฐานแบบมองโลกในแง่ดี (มองโลกในแง่ร้าย)    และท้ายที่สุด  มันก็เป็นได้แค่สถานการณ์สมมุติซึ่งสามารถถกเถียงกันต่อไปได้ว่ามีความสมจริงแค่ไหน   แต่ในที่สุดก็ไม่มีใครทราบได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจริง    อย่างไรก็ดี  การที่เราไม่ใส่ใจกับบางสิ่งในอดีต    ทำให้อนาคตถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะเป็นเช่นไร   ราวกับว่าอนาคตได้เกิดขึ้นแล้วในวันนี้    ตัวอย่างเช่น ด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งมลภาวะที่เราสร้างขึ้นในวันนี้จะเป็นต้นทุนในอนาคตเมื่อเราต้องการจะบำบัดทรัพยากรให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม  หรือการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลืองจะช่วยร่นอนาคตของการสูญสิ้นของทรัพยากรให้เกิดเร็วขึ้น

Thailand’s Lost Generation:  โอกาสที่เสียไป

อีกหนึ่งตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงอนาคตของสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้วในวันนี้คือ ปัญหาเยาวชน  เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วกับเยาวชนในวันนี้จะบอกว่าผู้ใหญ่ในรุ่นถัดไปจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร  เด็กอายุ 15 ปีในวันนี้ จะกลายเป็นผู้ใหญ่อายุ 25 ปีในอีก 10 ปีข้างหน้า (หรือไม่ก็เสียชีวิต)   เด็กผู้หญิงอายุ 15 ปีที่เป็นแม่วัยใสในวันนี้  ก็จะล่วงผ่านช่วงวัยรุ่นและยังคงสถานะความเป็นแม่ในอีก 10 ปีข้างหน้า   เยาวชนที่ก่อคดียาเสพติดในวันนี้อาจถูกลบประวัติได้  แต่ก็จะโตเป็นผู้ใหญ่ที่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด   เด็กที่จบจากมหาวิทยาลัยแต่ได้รับการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพ  อาจจะสามารถเรียนรู้อะไรใหม่ๆ  เพิ่มเติมได้หลังจากเรียนจบ  แต่ไม่มีอะไรสามารถทดแทนเวลาและต้นทุนที่เกิดขึ้นจาก 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัยได้   ภาพตัวแทนจากเด็กพวกนี้กำลังจะบอกอะไรกับเรา

ในปี 2011 เพียงปีเดียว   มีเด็กเกิดใหม่เพิ่มขึ้น 114,000 คนจากแม่ที่ยังเป็นวัยรุ่นหรือเพิ่มสูงถึง 23% จากปี 2000  ซึ่งแนวโน้มในอนาคตจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็สุดจะคาดเดา   แต่สิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้วคือในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาก็คือมีเด็ก 1.1 ล้านคนเกิดจากแม่ที่ยังเป็นวัยรุ่น  ซึ่งหมายความว่า ในปี 2025  ประเทศไทยจะมี  1 ใน 5  ของประชากรผู้หญิงที่อายุ 25 – 35 ปีซึ่งเคยเป็นแม่เมื่อตอนวัยรุ่น   ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับทั้งแม่และเด็กก็ไม่น่าแปลกใจเท่าใดนัก   เพราะนอกจากเรื่องสุขภาพของแม่และเด็กแล้ว  จากข้อมูลการสำรวจสภาวะสังคมและเศรษฐกิจ  เราพบว่าผู้หญิงที่มีลูกตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นมีโอกาสที่จะได้เรียนต่อในระดับปริญญาตรีน้อยกว่าผู้หญิงทั่วไปถึง  12 เท่า และมีโอกาสที่จะได้งานสายวิชาชีพน้อยกว่าผู้หญิงทั่วไป 6 เท่า  ส่งผลให้ผู้หญิงที่มีลูกตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้ตลอดชีวิตไปกว่า 22% เมื่อเทียบกับผู้หญิงทั่วไป

ใน 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจำนวนคดีเด็กและเยาวชนรวมกันกว่า 400,000 คดี ส่วนใหญ่เป็นคดีเกี่ยวกับยาเสพติด  จากการประมาณการพบว่าภายในปี 2025   ประเทศไทยจะมีประชากรที่เคยก่อคดีเมื่อครั้งยังเป็นเยาวชนราว 4% ของประชากรวัย  25-35 ปี   ภาพจะยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อแยกดูเฉพาะผู้ชายซึ่งพบว่ามี 1 จาก 12 คนที่เคยก่อคดีเมื่อยังเป็นเยาวชน    แน่นอนว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กคือ การเสียโอกาสที่จะได้เรียนหนังสือ  การสูญเสียรายได้ที่จะหาได้ในอนาคต  และความก้าวหน้าในอาชีพที่จะหมดไป   จากการประมาณการยังพบอีกว่าเด็กที่เคยมีคดีติดตัวจะสูญเสียรายได้ตลอดช่วงชีวิตราว 23 % เมื่อเทียบกับรายได้ของคนทั่วไป

ประเทศไทยมีบัณฑิตที่จบปริญญาตรีเพิ่มขึ้นราว 2.5 ล้านคนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา  แต่วุฒิปริญญาตรีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับรองความก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้   มีเด็กจบปริญญาตรีที่ต้องทำงานต่ำกว่าวุฒิ เช่น ทำงานเป็นเสมียนหรือธุรการในสัดส่วนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ  แทนที่จะได้ทำงานที่เป็นสายวิชาชีพ  สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในด้านคุณภาพของเด็กจบปริญญาตรี   จากผลการสำรวจกำลังแรงงานพบว่ามีคนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีที่ทำงานต่ำกว่าวุฒิราวครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 1.2 ล้านคน ซึ่งเทียบเท่ากับ 13% ของประชากรอายุ 25-35 ปี   ในปี 2025  ทั้งนี้   รายได้ตลอดชีวิตของคนที่จบปริญญาตรีแล้วไปทำงานเป็นธุรการหรือเสมียนจะต่ำกว่ารายได้ตลอดชีวิตคนที่จบปริญญาตรีแล้วไปทำงานสายวิชาชีพเฉพาะทาง (เช่น หมอ วิศวกร หรือนายธนาคาร)  ราว 30%

สิ่งเหล่านี้กำลังจะหมายถึงความเสียหายที่จะเกิดในอนาคตในวงกว้าง  เนื่องจากเยาวชนที่มีปัญหาเหล่านี้มีจำนวนมาก และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น  ผลกระทบที่วัดได้ง่ายที่สุดและสะท้อนถึงการเสียโอกาสของเด็กและเยาวชนได้ดีก็คือ รายได้ที่หายไป (Income forgone)  เมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ของเด็กและเยาวชนที่ไม่ได้มีปัญหาดังกล่าว    เช่น การเป็นแม่วัยใสทำให้โอกาสเรียนต่อลดลง  และส่งผลให้ได้รายได้เฉลี่ยเมื่อคำนวณตลอดช่วงชีวิตต่ำกว่าผู้หญิงคนอื่นๆ ที่มีโอกาสเรียนต่อราว 1.2 ล้านบาท  เด็กที่เคยมีคดีจะมีรายได้ตลอดช่วงอายุที่ต่ำกว่าคนทั่วไปราว 600,000 บาท ส่วนเด็กที่จบปริญญาตรีที่ไปทำงานเป็นเสมียนจะมีรายได้ทั้งชีวิตที่ต่ำกว่าเพื่อนที่จบไปทำสายวิชาชีพ ราว 5.4  ล้านบาท  เมื่อคำนวณผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตามจำนวนของเด็กเหล่านี้ทั้งหมดจะพบว่า  รายได้ทั้งประเทศที่สูญหายไปคิดเป็นเงินประมาณ 8 ล้านล้านบาทตลอดช่วงชีวิตการทำงาน  ซึ่งหากคนเราใช้เวลาทำงานประมาณ 40 ปี  ตลอคิดเป็นเงินราว 2 แสนล้านบาทต่อปี หรือเท่ากับรายได้ที่สูญเสียไปเกือบ 2% ของ GDP ในแต่ละปี

แล้วเราควรทำอะไรเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น    แน่นอนว่าบางสิ่งที่เกิดขึ้นได้ก่อความเสียหายให้กับอนาคตไปเรียบร้อยแล้ว  แต่ก็ยังไม่สายเกินไปที่เราจะเริ่มให้ความสนใจ  ใส่ใจ และติดตามปัญหาที่ยังพอแก้ไขได้ทันเพื่อยับยั้งและบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น 


  “When you can measure what you are speaking about, and express it in numbers, you know something about it; but when you cannot measure it, when you cannot express it in numbers, your knowledge is of a meager and unsatisfactory kind…”

Lord Kelvin, นักฟิสิกส์ และนักปรัชญาธรรมชาติชาวอังกฤษ จากสุนทรพจน์ที่กล่าวเมื่อ 3 พ.ค. 1883.


 

สิ่งที่ต้องทำเพื่อให้อาการของความเสื่อมถอยของประเทศได้รับความใส่ใจมากขึ้น


วิธีหนึ่งคือการทำรายการของสิ่งที่ควรทำในรูปแบบของ “เมตริกซ์นโยบาย - Policy matrices”  ซึ่งเป็นที่นิยมมากในบรรดาหน่วยงานรัฐบาลและองค์การพัฒนาระหว่างประเทศและมักจะถูกบรรจุอยู่ในแผนแม่บท  แต่น่าเสียดายที่วิธีนี้ไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่เนื่องจากเหตุผล 2 ประการได้แก่ หนึ่ง ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาระดับชาติที่อยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียว  เพราะต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาคเอกชน และภาคประชาสังคม  อันได้แก่ประชาชน นักวิชาการ และสื่อมวลชน    ซึ่งเชื่อได้เลยว่าแทบจะไม่มีปัญหาใดเลย ที่รัฐบาลจะสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง     สอง  ปัญหาเหล่านี้จะยังคงอยู่กับเราไปเป็นเวลานาน  นานกว่าอายุของรัฐบาลใดๆ ที่ผ่านมา   และยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาเหล่านี้ไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นแก้ไขมานานแล้ว    

ทางเลือกที่ทำแล้วอาจจะประสบความสำเร็จได้มากกว่า จะต้องมีองค์ประกอบดังนี้

  • ประการที่ 1  ต้องเป็นสิ่งที่สามารถวัดได้   อย่างที่ลอร์ดเคลวินได้กล่าวไว้  การที่เราสามารถวัดอะไรบางอย่างได้  ก็จะทำให้เรารู้จัก และเข้าใจสิ่งนั้นมากขึ้น  และยังช่วยดึงความสนใจจากผู้คนได้อีกด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่าในบทความนี้เราพูดถึงการจัดอันดับประเทศอยู่ตลอดเวลา    
  • ประการที่สอง  ต้องเป็นสิ่งที่ยึดผลลัพธ์เป็นหลัก  เป็นหน้าที่ของหน่วยงานราชการที่ต้องแสดงผลงานให้เห็นว่าองค์กรของตัวเองนั้นยังควรดำรงอยู่ และสมควรได้รับงบประมาณต่อไป   เช่น   แน่นอนว่ากระทรวงศึกษาธิการสามารถนำเสนอรายงานเป็นตั้งเพื่อแสดงให้เห็นว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่กระทรวงได้ใช้เงินภาษีไปกว่า 5.2 ล้านล้านนั้น ได้ผลผลิตใดบ้าง เช่น  มีเด็กได้เรียนหนังสือเพิ่มขึ้นกี่คน  ได้จัดงานสัมมนาหรือฝึกอบรมไปแล้วกี่งาน  พิมพ์หนังสือไปแล้วกี่เล่ม  ได้ดูงานไปแล้วในกี่ประเทศ ฯลฯ  แต่ถ้าพูดถึงผลลัพธ์ ในแง่ของคุณภาพการศึกษา  ถ้าวัดจากคะแนนผลทดสอบมาตรฐานระหว่างประเทศอย่างคะแนน PISA  ก็จะพบว่าคุณภาพการศึกษาของเราลดลง แล้วเราควรจะให้ความสำคัญอะไรมากกว่ากันระหว่าง  “ผลผลิต” หรือ “ผลลัพธ์”   
  • ประการที่สาม ต้องเน้นเฉพาะสิ่งที่สำคัญเพียงไม่กี่อย่าง    ลองนึกถึงการตั้ง KPI เพื่อวัดผลพนักงาน  ถ้าเราต้องการให้เกิดการพัฒนาในองค์กร   เราก็ควรจะกำหนดตัวชี้วัดและให้น้ำหนักกับเฉพาะบางเรื่องที่เราต้องการจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กร   อะไรที่ดีอยู่แล้วก็อาจไม่จำเป็นต้องให้ความสนใจมากนัก  และที่สำคัญที่สุด  จำนวนตัวชี้วัดไม่ควรจะมากเกินไป จนทำให้น้ำหนักของตัวที่สำคัญถูกลดทอน  ยิ่งจำนวนตัวชี้วัดมาก โอกาสที่จะสามารถทำให้ดีได้ทุกตัวยิ่งมีน้อยลง


------------------------------------------------

นิยามและวิธีคำนวนรายได้เฉลี่ยที่หายไป (Income Forgone)

แม่วัยใส
• นิยาม :   ผู้หญิงที่มีลูกในขณะที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปี
• วิธีการคำนวณรายได้เฉลี่ยที่หายไป :    ในความเป็นจริง เราจะต้องควบคุมตัวแปรอื่นๆ ซึ่งอาจะมีผลต่อระดับรายได้ เช่น อายุ อาชีพ ที่อยู่ เป็นต้น แต่ด้วยข้อจำกัดของข้อมูล เราจึงเลือกเปรียบเทียบเฉพาะในกรณี  “รายได้เฉลี่ยระหว่างกรณีผู้หญิงที่มีลูกตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น” กับ “ผู้หญิงที่ไม่ได้มีลูกตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น”  โดยใช้ข้อมูลโอกาสด้านการศึกษาที่ต่างกันมาคำนวณค่าเฉลี่ยแบบมีเงื่อนไข (Conditional Expectation)   รายได้เฉลี่ยของแม่วัยใสจึงเป็นการเฉลี่ยโดยถ่วงน้ำหนักด้วยโอกาสที่จะจบปริญญาตรีโดยมีเงื่อนไขว่าเป็นแม่วัยใส

เด็กที่เคยมีคดี
• นิยาม :  เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีที่เคยต้องคดีอาญา
• วิธีการคำนวณรายได้เฉลี่ยที่หายไป :    เนื่องจากไม่มีข้อมูลระดับการศึกษาสูงสุดของเด็กที่เคยมีคดี  เราจะคำนวณรายได้เฉลี่ยภายใต้สมมุติฐานที่ว่า “เด็กที่เคยมีคดี แม้ว่าจะสามารถขอให้ทางการลบประวัติคดีอาญาได้ แต่โอกาสที่จะได้ทำงานในตำแหน่งสูงๆ ก็มีน้อยมาก”   จึงขอสมมุติให้รายได้ของผู้ที่เคยมีคดีเท่ากับรายได้เฉลี่ยของผู้ที่ทำงานเป็นพนักงานบริการ  หรือแรงงานในภาคเกษตร หรือแรงงานระดับพื้นฐาน และนำมาเปรียบเทียบกับรายได้เฉลี่ยของแรงงานทั่วไป

เด็กจบปริญญาตรีที่ไม่มีคุณภาพ
• ข้อสมมุติ : ครึ่งหนึ่งของผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี
• วิธีการคำนวณรายได้เฉลี่ยที่หายไป :  การทำงานไม่ตรงกับวุฒิการศึกษาเป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าคุณภาพของแรงงานต่ำกว่ามาตรฐาน และสัดส่วนนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี  เราจึงใช้ตัวแทนรายได้เฉลี่ยของเด็กจบปริญญาตรีที่ไม่มีคุณภาพ คือ รายได้เฉลี่ยของคนจบปริญญาตรีที่ทำงานธุรการ หรือ เสมียน และเปรียบเทียบกับรายได้ของคนจบปริญญาตรีที่ทำงานในสายอาชีพ

รายได้ตลอดชีวิต
• เป็นการรวมรายได้ที่ได้รับตลอดทุกช่วงอายุ  แต่ด้วยข้อจำกัดของข้อมูล  จึงทำให้ต้องใช้ข้อมูลที่เป็น Cross-sectional มาประมาณการ โดยมีสมมุติฐานว่าอัตราการคิดลด (Discount rate) = อัตราการเพิ่มขึ้นของค่าจ้าง