บทที่ 3 
เรามายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้อย่างไร?  ย้อนอดีต 20 ปีประเทศไทย  (ต่อ)

ด้านธรรมาภิบาลภาครัฐ :   ชิ้นส่วนสำคัญที่หายไป

การบริโภคเป็นปัจจัยหลักที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น  และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ทั้งรัฐบาล ภาคเอกชน ภาควิชาการ  และสื่อมวลชน ต่างก็ให้ความสนใจกับด้านอุปสงค์  (demand)  มากเป็นพิเศษ   การถกเถียงเชิงนโยบายก็วนเวียนกันอยู่ในไม่กี่เรื่อง   ไม่ว่าจะเป็นแผนกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านทางเครื่องมือทางนโยบายต่างๆ   อย่างเช่นการลดอัตราดอกเบี้ย   การกระตุ้นการเบิกจ่ายภาครัฐ   การให้เงินกู้ผ่านกองทุนต่างๆ  เป็นต้น      

แต่เรากลับมองข้ามปัจจัยด้านอุปทาน (supply)    แน่นอนว่าเราไม่สามารถที่จะพึ่งพาการบริโภคเพียงอย่างเดียวเพื่อนำพาประเทศไปสู่ความมั่งคั่ง   แต่สิ่งที่จะช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของเราได้ในระยะยาว คือ การเพิ่มผลิตภาพของแรงงาน  ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะลงทุนในการซื้อเครื่องจักร   การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หรือเทคโนโลยีมากน้อยเพียงใด   อย่างไรก็ตาม  ปริมาณและคุณภาพของการลงทุนจะเป็นเช่นไร ก็ต้องขึ้นอยู่กับธรรมาภิบาลของภาครัฐในหลายด้านด้วยกัน    เหมือนคำกล่าวของผู้เข้าร่วมการเสวนาท่านหนึ่งในงานสัมมนา “เส้นทางสู่ความมั่งคั่ง”  ที่ว่า  “เราจะลงทุนด้าน R&D กันไปทำไมถ้าผลตอบแทนจากการลงทุนคอร์รัปชั่นนั้นสูงกว่า และเสี่ยงน้อยกว่า”      

ธนาคารโลกได้สร้างดัชนีชี้วัดธรรมาภิบาลภาครัฐขึ้น โดยทำการวัดผลใน 6 ด้านด้วยกัน ได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน   ด้านความรับผิดรับชอบของรัฐ  ด้านเสถียรภาพทางการเมือง ด้านประสิทธิภาพของรัฐ  ด้านคุณภาพของการกำกับดูแลภาครัฐ   และด้านการควบคุมปัญหาคอร์รัปชั่น    ซึ่งเราจะหยิกยกเฉพาะบางด้านมาแสดงให้เห็นถึงธรรมาภิบาลของภาครัฐในประเทศไทยดังต่อไปนี้

  • ด้านการควบคุมปัญหาคอร์รัปชั่น            ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 88 จาก 176  ประเทศในการจัดอันดับ  Corruption Perception Index  ปี 2012       และอยู่ที่เปอร์เซนไทล์ที่  44 สำหรับดัชนีด้านคอร์รัปชั่นที่จัดทำโดยธนาคารโลก  ทั้งๆ ที่ปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชน  และมีข่าวปรากฏอยู่บ่อยครั้งบนหน้าหนังสือพิมพ์   แต่สำหรับกระบวนการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกลับเป็นเรื่องที่ตรงกันข้าม ที่ผ่านมามีนักการเมืองที่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายจากคดีคอร์รัปชั่นเพียงคนเดียว คือ นายรักเกียรติ สุขธนะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งถูกศาลตัดสินจำคุก 5 ปี แสดงให้เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดความรับผิดรับชอบยังมีอยู่อย่างจำกัด 
  • ด้านการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน   ประชาชนได้ใช้สิทธิผ่านการเลือกตั้งทั่วไปเพิ่มขึ้นจาก 60% ในปี 1992 เป็น 75% ในปี 2011 (21)  แสดงให้เห็นว่าประชาชนรู้สึกมีส่วนร่วมมากขึ้น    ทั้งนี้  การตื่นตัวทางการเมืองน่าจะทำให้เราได้ข้อมูลจากสื่อที่มีความเป็นอิสระมากขึ้น  เสนอข่าวอย่างเป็นกลางมากขึ้น  ระหว่างปี 1995-2005 Freedom House ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนอิสระที่ทำการวิจัยเรื่องประชาธิปไตย ความเป็นอิสระทางการเมือง และสิทธิมนุษยชน ได้จัดอันดับความเป็นอิสระของสื่อมวลชนใน 197 ประเทศทั่วโลก  โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับว่าประเทศที่สื่อมีความเป็นอิสระ หรือมีความเป็นอิสระบ้างมาตลอด  ยกเว้นเพียงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา  ที่ไทยถูกจัดอันดับว่าเป็นประเทศที่สื่อไม่มีความเป็นอิสระ   
                
  • ด้านเสถียรภาพทางการเมือง     ในขณะที่ทุกความสนใจมุ่งไปที่การเมืองระดับชาติ  แต่ปัญหาเรื่องความมั่นคงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงอยู่  และมีการรายงานข่าวที่น้อยกว่าความเป็นจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสื่อระหว่างประเทศ   ทั้งๆ ที่ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่อันดับที่ 8 ของโลกที่มีการก่อการร้ายมากที่สุด  โดยวัดจากจำนวนเหตุการณ์  จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต  และมูลค่าความเสียหายต่อทรัพย์สิน  (22)

    เพราะเรามักคิดว่าเสถียรภาพทางการเมืองเป็นเรื่องของการเปลี่ยนรัฐบาล   ทำให้เรามองข้ามเสถียรภาพในระดับของการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีและการโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการ    แม้ว่าเราจะไม่มีการเปลี่ยนรัฐบาลก็ตาม   แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาก็ถูกปรับเปลี่ยนมากถึง 4 คน ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา   ทั้งนี้  ระยะเวลาดำรงตำแหน่งโดยเฉลี่ยของรัฐมนตรีทั้ง 19 กระทรวงอยู่ที่ 11 เดือนเท่านั้น  ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดใน 20 จังหวัดใหญ่ก็มีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งเฉลี่ยเพียง 17 เดือน
       

หมายเหตุ :
-------------------------------
(21)   สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(22)   Global Terrorism Index, Institute for Economics and Peace