บทที่ 3 
เรามายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้อย่างไร?  ย้อนอดีต 20 ปีประเทศไทย  (ต่อ)

ด้านสังคม:   การเข้าถึงดีขึ้น ... แต่คุณภาพแย่ลง

  • ด้านการศึกษา 
      
    ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านการศึกษาได้มากขึ้น   ใน 20 ปีที่ผ่านมา  อัตราผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (รวมปวช.)  และปริญญาตรีต่อประชากรในวัยเดียวกันเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า จาก 41% และ 14% ในปี 1990  เป็น 64% และ 33% ในปี 2012 ตามลำดับ

    แต่ปัญหาอยู่ที่คุณภาพ    OECD ได้จัดการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ  (Programme  for International Student Assessment หรือ PISA) (13)  ในปี 2009   เด็กนักเรียนไทยได้คะแนนแย่ลงเมื่อเทียบกับปี 2000  ในทั้งสามวิชา คือ คณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์ และการอ่าน   ซึ่งไม่ว่าจะวัดผลด้วยแบบประเมินนานาชาติ หรือแบบทดสอบของประเทศไทยอย่าง O-Net  ก็พบว่าผลการทดสอบ 4 วิชาหลักคือ ภาษาไทย อังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้น ป.6, ม. 3, และม. 6  ในปี 2012 ได้คะแนนลดลงในแทบทุกวิชา และในแทบทุกระดับชั้น เมื่อเทียบกับปี 2006  ยกเว้นเพียงวิชาภาษาไทยในระดับ ป.6 และม. 3 และวิชาภาษาอังกฤษชั้น ป.6 ที่ได้ผลคะแนนดีขึ้น ส่วนชั้นม. 6 คะแนนลดลงทุกวิชา

    ปัญหาด้านคุณภาพไม่ได้สะท้อนผ่านผลการประเมินการศึกษาเท่านั้น  แต่ยังสะท้อนผ่านตลาดแรงงานด้วย     โรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ  ยังไม่สามารถผลิตแรงงานทักษะที่ตลาดต้องการ    ค่าจ้างที่แท้จริงแทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลยในทุกระดับการศึกษา    นอกจากนี้ หากดูผลตอบแทนจากการศึกษา  (วัดจากส่วนต่างของค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นเมื่อแรงงานได้รับการศึกษาเพิ่มขึ้นเทียบกับแรงงานที่มีการศึกษาน้อยกว่า)  ซึ่งตามปกติจะเพิ่มขึ้นตามระดับการพัฒนาของประเทศเพื่อสะท้อนผลตอบแทนของการมีทักษะเพิ่มขึ้น   แต่สำหรับประเทศไทย  ผลตอบแทนจากการศึกษาแทบไม่เพิ่มขึ้นเลยจากในอดีตในทุกระดับการศึกษา ซึ่งเมื่อเทียบผลตอบแทนจากการศึกษาของแรงงานที่จบปริญญาตรีกับแรงงานที่จบระดับมัธยมต้นพบว่าสัดส่วนลดลงเล็กน้อยด้วยซ้ำจากที่เคยมากกว่าคิดเป็น 1.5 เท่าในปี 2001 เหลือ 1.4 เท่า ในปี 2010   ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเท่าใดนัก  เพราะมีคนที่จบปริญญาตรีแล้วไปทำงานเป็นเสมียนเพิ่มขึ้น แทนที่จะทำงานในสายวิชาชีพ    ทั้งนี้  ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนของเด็กที่จบปริญญาตรีแล้วไปทำงานสายวิชาชีพเฉพาะทางลดลงจาก 40% เหลือ 28%  ในขณะที่สัดส่วนของเด็กที่ไปทำงานสายธุรการเพิ่มขึ้นจาก 22% เป็น 30%   (14)  

    ปัญหาเรื่องคุณภาพไม่ได้เกิดจากงบประมาณไม่เพียงพอ  งบประมาณด้านการศึกษาของไทยคิดเป็น 4% ของ GDP สูงกว่าของประเทศสิงคโปร์  (3%)   (15)  กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่ได้งบประมาณสูงสุด (22%)  หรือคิดเป็นกว่า 3 เท่าของงบประมาณกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน และกระทรวงพาณิชย์รวมกัน     ยิ่งไปกว่านั้น  งบประมาณที่จัดสรรให้ในแต่ละปีเพิ่มขึ้นเกือบ 2 แสนล้านบาท และเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา  คำถามก็คือผลลัพธ์ที่เด็กนักเรียนได้เป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับงบประมาณที่มาจากเงินภาษีประชาชนจำนวนมากขนาดนี้

  • ด้านสาธารณสุข 

    ผลลัพธ์ด้านสุขภาพขั้นพื้นฐานดีขึ้น  เห็นได้จากการที่คนไทยมีอายุเฉลี่ยยืนยาวขึ้น  จากปี 1990 อายุคาดเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 2 ปี เป็น 74 ปี แต่ยังคงน้อยกว่าของเวียดนาม  (75 ปี) เล็กน้อย   หากจัดอันดับกับประเทศทั่วโลกจะพบว่าประเทศอื่นๆ  มีการพัฒนาด้านสาธารณสุขที่ก้าวหน้ากว่าไทย  เพราะเราตกจากอันดับที่ 46 ในปี 1990 มาอยู่อันดับที่ 81 ในปี 2011  (16)  อย่างไรก็ดี  อัตราการตายของทารกในประเทศลดลงอย่างมาก (17)     และจำนวนครัวเรือนที่ประสบภาวะล้มละลายจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลก็ลดลงอย่างมากเช่นกัน  เนื่องจากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ครอบคลุมประชากรได้มากขึ้น   (18)

    แต่คุณภาพ และการเข้าถึงบริการสาธารณสุขยังมีความเหลื่อมล้ำ      เรามีจำนวนแพทย์และเตียงคนไข้ต่อประชากรในกรุงเทพฯ 100,000 คน คิดเป็น  5 และ 4 เท่าของสัดส่วนในภาคอีสานตามลำดับ    สำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ก็เช่นเดียวกัน  โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ  มีเครื่องทำ MRI ต่อประชากร 100,000 คนมากกว่าโรงพยาบาลในภาคอีสานถึง 12 เท่า  และมีสัดส่วนเครื่องล้างไตต่อประชากรมากกว่า 3 เท่า

  • ด้านปัญหาเยาวชน

    ปัญหาที่น่าเป็นห่วงที่สุดในอนาคต   น่าจะเป็นปัญหาสังคมของเยาวชน    ในปัจจุบันมีเด็กที่ไม่ได้อาศัยอยู่กับทั้งพ่อและแม่ราว 40%   อีก 17% อาศัยอยู่กับพ่อหรือแม่เพียงคนเดียว   ในขณะที่อีก 23% อาศัยอยู่กับญาติ      ในขณะที่จำนวนคดีเด็กและเยาวชนเฉลี่ยระหว่างปี 2007-2011  เพิ่มขึ้นจากปี 1996-2000 ถึง 40%  ส่วนใหญ่เป็นคดียาเสพติด    และที่สำคัญไม่ใช่เพียงแค่เยาวชนที่มีปัญหา  แต่ยังรวมไปถึงลูกของเยาวชนอีกด้วย   ซึ่งพบว่าเฉพาะแค่ปี 2011  เพียงปีเดียว   มีเด็กถึง 114,000 คนที่เกิดจากแม่ที่ยังเป็นวัยรุ่น  (คุณแม่วัยใส)

หมายเหตุ :
------------------------------------------------
(13)  โครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (Programme for International Student Assessment หรือ PISA) ประเมินความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นตัวชี้วัดศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ได้แก่ การรู้เรื่อง (Literacy) 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการอ่าน ด้านคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์  และเพิ่มเติมด้านทักษะที่ต้องใช้ในกระบวนการเรียนรู้ คือ การแก้ปัญหา และกระบวนการที่ต้องใช้ในการดำรงชีวิต PISA ประเมินนักเรียนอายุ 15 ปี ในปี 2009 มี 65 ประเทศที่เข้าร่วมโครงการ
(14)   SCB EIC Insight (2011), “ธุรกิจควรปรับตัวอย่างไรต่อแนวโน้มที่เปลี่ยนไปในตลาดแรงงานไทย”
(15)   สถิติการศึกษา 2554 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
(16)   World Bank, TFF analysis
(17)   World Bank
(18)   รายงานสุขภาพคนไทย ปี 2556 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ