บทที่ 3 
เรามายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้อย่างไร?  ย้อนอดีต 20 ปีประเทศไทย

การมองย้อนไปในอดีตจะช่วยทำให้เราเข้าใจอะไรได้ดีขึ้น       หากเราเข้าใจถึงเหตุการณ์ที่ผ่านไป  มันจะช่วยทำให้เราแยกแยะได้ว่าอะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว  และอะไรที่จะอยู่กับเราไปอีกนาน    ดังนั้น  เราจึงขอย้อนอดีตกลับไป 20 ปีเพื่อให้ครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่ยุคที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว  ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ และช่วงฟื้นฟูเศรษฐกิจ   จากนั้น  จึงนำเอาข้อมูลในอดีตที่รวบรวมได้มากลั่นกรองว่าข้อมูลใดที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลอะไรที่เชื่อถือได้ในการสะท้อนมองอดีตของประเทศไทย

เป้าหมายของเราไม่ได้ต้องการจะนำเสนอข้อมูลทุกตัวและทุกประเภทที่เกี่ยวข้อง   แต่จะขอเลือกเฉพาะตัวชี้วัดที่สำคัญๆ  มานำเสนอเพื่อแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่สะท้อนภาพรวมของประเทศไทยในแต่ละมิติ  ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ  ด้านสังคม ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม และด้านธรรมาภิบาลภาครัฐ   อย่างไรก็ตาม   ขอบเขตของการนำเสนอจะไม่ได้ครอบคลุมการวิเคราะห์เชิงลึกแบบย้อนหลัง 20 ปีในมิติต่างๆ  เช่นกัน     

                                

ด้านเศรษฐกิจ :   เน้นการเพิ่มการผลิตมากกว่าเพิ่มผลิตภาพ

ในปี 1990   ประเทศไทยมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลก  ซึ่งทำให้มีคนคาดหวัง (วาดฝัน)  ว่าเราจะเป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังจะกลายเป็น  “นิกส์” (Newly Industrializing Countries – ประเทศอุตสาหกรรมใหม่)  ในเร็ววัน   และสุดท้ายก็จะเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก   แต่เมื่อเวลาผ่านไป 20 ปี   ในปี 2012   เรามีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่อันดับ 81   และมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 32 ของโลกหรือขนาดเท่าๆ กับประเทศโคลอมเบียเท่านั้น

อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจที่ลดลง มีสาเหตุหนึ่งมาจากการที่ประชากรในประเทศมีอายุเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว   อัตราการเติบโตของประชากรในวัยแรงงานเฉลี่ยต่อปี  (CAGR) ลดลงจาก 1.5% ในทศวรรษ 1990 เหลือเพียง 0.2% ระหว่าง ปี 2010-2020    และอัตราการเติบโตนี้กำลังจะติดลบในช่วงประมาณปี  2018 ที่จะถึงนี้       แต่การที่มีแรงงานน้อยลงก็ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจของประเทศจะต้องโตช้าลงเสมอไปหากประเทศยังคงมีผลิตภาพแรงงานสูง    ในกรณีของประเทศไทย  ผลิตภาพแรงงานไม่ค่อยเพิ่มขึ้นเท่าใดนัก  จากที่เคยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยระหว่างปี 1990-1995 ที่ 7.4% ต่อปี  กลับเพิ่มขึ้นเพียง 1.8% ในช่วงปี 2005-2010  เท่านั้น  และรั้งอันดับท้ายๆ  ในภูมิภาค   ในขณะที่ผลิตภาพแรงงานของประเทศจีนเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องราว  10.2% ต่อปี

การที่อัตราการเติบโตของผลิตภาพแรงงานไม่ค่อยเพิ่มขึ้นมาจากสาเหตุหลายประการ   แต่สาเหตุสำคัญที่ควรกล่าวถึงก็มาจากระดับการลงทุนที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ (12)   และหากไม่มีการลงทุน ทั้งในแง่ของการซื้อเครื่องจักรและเทคโนโลยี  ก็ยากที่จะทำให้แรงงานเพิ่มผลผลิตได้    นอกจากนี้ประเทศไทยยังเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่ระดับการลงทุนที่แท้จริง  (เมื่อตัดผลของเงินเฟ้อออก)   ยังคงต่ำกว่าระดับการลงทุนก่อนเกิดวิกฤตในปี 1997    ในปี 2012 ระดับการลงทุนของไทย   รวมภาครัฐและภาคเอกชน ยังคงอยู่ที่ประมาณ 80% ของระดับการลงทุนสูงสุด ณ ปี 1996   ในขณะที่ประเทศอื่นๆ  ซึ่งเผชิญวิกฤตเช่นกันสามารถฟื้นระดับการลงทุนให้กลับมาสูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตได้ไม่ว่าจะเป็น เกาหลีใต้ (117%) อินโดนีเซีย (152%) หรือมาเลเซีย (111%)    (ข้อมูลปี 2011)

ระดับการลงทุนที่ว่าน้อยแล้ว  หากพิจารณาเป็นรายด้าน  ก็จะพบว่าการลงทุนด้านความรู้และทักษะยิ่งน้อยมาก      แม้ทุกคนจะพูดว่าเราจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มศักยภาพให้แก่ประเทศในการเพิ่มมูลค่าของผลผลิต  (moving up value chain) และเพื่อหลุดจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง     แต่สำหรับประเทศไทย    ไม่เพียงแค่สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนาจะน้อยมากเมื่อเทียบกับรายได้  (0.24%ของ GDP)   แต่สัดส่วนนี้ยังแทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และกลับลดลงเล็กน้อยด้วยซ้ำไป   ในขณะที่ประเทศจีนที่มี GDP ต่อหัวใกล้เคียงกับประเทศไทย  แต่มีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนามากกว่าเราถึง   8  เท่า   ส่วนมาเลเซีย ถึงแม้สัดส่วนการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาจะยังไม่สูงนักเมื่อเทียบกับ GDP   แต่สัดส่วนก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่องจาก 0.2% เป็น 1.0%  

หมายเหตุ:  
------------------------------------------------
(12)   สาเหตุอื่นๆ ได้แก่ การชะลอตัวของการเคลื่อนย้ายแรงงานจากภาคที่มีผลิตภาพแรงงานต่ำอย่างภาคเกษตร ไปสู่ภาคเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพแรงงานสูงกว่าอย่างภาคอุตสาหกรรม  ประเทศไทยยังมีกำลังแรงงานส่วนใหญ่อยู่ภาคเกษตร (ประมาณ 40%) ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่ระดับรายได้และระดับการพัฒนาเดียวกัน