บทที่ 2
ประเทศกำลังเสื่อมถอยหรือไม่?  3 อาการที่เริ่มฟ้อง


เป็นเรื่องยากที่จะบอกได้ว่าในขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงภาวะอ่อนแอเพียงชั่วคราว  และอีกสักพักก็จะกลับมาฟื้นตัวได้ดังเดิม  หรือจริงๆ แล้วเรากำลังเข้าสู่ระยะเริ่มต้นของช่วงเสื่อมถอยเพียงแต่เรายังไม่รู้ตัว  และกว่าเราจะรู้ตัวมันก็อาจจะสายเกินไป   ตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่นที่แม้เวลาผ่านไปแล้วกว่าสิบปี  ก็ยังบอกไม่ได้ว่าประเทศได้ผ่าน “ทศวรรษที่สาบสูญ” หรือ  “Lost Decade” มาแล้ว  หรือนั่นอาจเป็นแค่เพียงจุดเริ่มต้นของอีกหลายทศวรรษที่กำลังจะสาปสูญไปเช่นกัน

ในกรณีของประเทศไทย   หากจะใช้ศัพท์ทางการแพทย์มาเปรียบเทียบก็อาจพูดได้ว่า เราอาจจะยังไม่รู้ตัวว่าเราป่วยเป็นโรคอะไรและอาการหนักเพียงใด    แต่จาก “อาการ” ที่เรามีอย่างน้อย 3 อาการก็เป็นสัญญาณเตือนว่าสุขภาพของเราเริ่มมีปัญหาแล้ว


อาการที่ 1:   ส่วนแบ่งตลาดเริ่มหดตัว

สัญญาณเริ่มต้นประการหนึ่งของบริษัทที่กำลังมีผลงานตกต่ำคือ การที่ส่วนแบ่งตลาดเริ่มเล็กลง  แต่ถ้าเป็นประเทศใดประเทศหนึ่ง   เราอาจดูจากส่วนแบ่งตลาดจากการส่งออกหรือเงินลงทุนว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรนับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน     ซึ่งหากเรามองย้อนหลังไป 20 ปี  ส่วนแบ่งในตลาดส่งออกของไทยลดลงจาก 1.7%  เป็น 1.3%    และเมื่อดูเป็นอันดับ   เราร่วงจากอันดับ 15 ในปี 1990 มาอยู่ที่อันดับ 22 ในปี 2012   ถึงแม้ว่าเราจะสามารถส่งออกรถยนต์และอะไหล่รถยนต์ได้เพิ่มขึ้น  แต่สินค้าเกษตรที่เป็นพระเอกส่งออกของประเทศตลอดมาอย่างข้าว  จากเดิมที่เราเคยส่งออกในมูลค่าที่มากถึง 69%ของตลาดโลกในปี 1990 ก็ลดลงเหลือเพียง 21% เท่านั้นในปี 2012

ขณะเดียวกัน  การไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ก็ดูจะไม่สดใสนัก  เพราะสัดส่วนการไหลเข้าของเงินทุนจากทั่วโลกของไทยได้ตกลงจาก 1.2% ในปี 1990 เหลือเพียง 0.6% ในปี 2012 เทียบเท่ากับเงินลงทุนที่ไหลเข้าไปยังประเทศเวียดนามซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจคิดเป็น 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจไทยเท่านั้น   ในขณะที่เมื่อ 20 ปีก่อน  เงินไหลเข้ามาในไทยนั้นสูงกว่าเวียดนามถึง 13 เท่า   สัดส่วนการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศที่เล็กลงยังสะท้อนถึงความสามารถในการดึงดูดนักลงทุนที่ลดลงอีกด้วย   จากการจัดอันดับดัชนีความเชื่อมั่นในการลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศ โดย A.T. Kearny ในปี 2003   ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับที่สูงกว่าเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย  แต่ต่อมาในปี 2012 ไทยยังคงอยู่ที่อันดับเดิม (16)   แต่กลับถูกแซงหน้าโดยอินโดนีเซีย (9) มาเลเซีย (10) และเวียดนาม (14) ไปแล้ว   และที่สำคัญ เนื่องจากการส่งออกของไทยถูกขับเคลื่อนด้วย FDI เป็นหลัก  ส่วนแบ่งเงินลงทุนที่ลดลงจึงเป็นลางบอกอนาคตของการส่งออกที่จะไม่ราบรื่นเท่าใดนัก

อาการที่  2: ล้าหลังเพื่อนบ้าน

นอกจากเรื่องของส่วนแบ่งตลาดแล้ว   อีกวิธีที่บริษัทเอกชนมักทำก็คือการเปรียบเทียบผลงานของตัวเองกับบริษัทอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่ง    และหากเรามองไปยังประเทศเพื่อนบ้านก็จะพบว่าเราไม่สามารถจะปิดช่องว่างระหว่างรายได้ต่อหัวของเรากับมาเลเซียได้  ในขณะเดียวกันเวียดนามเองก็กำลังไล่ตามเรามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ

ไทย v. มาเลเซีย   20 ปีที่แล้ว GDP per capita  (3)  ของมาเลเซียเคยคิดเป็น 1.7 เท่าของ GDP per capita ของประเทศไทย แต่มาในปี 2012 สัดส่วน GDP per capita ของมาเลเซียก็ยังคงสูงกว่าไทย 1.7 เท่าเหมือนเดิม  ซึ่งแน่นอนว่าเหตุผลก็มาจากหลายปัจจัยด้วยกัน   แต่ปัจจัยสำคัญที่ควรกล่าวถึงเป็นอย่างยิ่งก็คือ มาเลเซียมีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและการวิจัยและพัฒนาที่ดีกว่าเรามาก   มาเลเซียได้เพิ่มค่าใช้จ่ายด้าน R&D ที่คิดเป็นเพียง 0.22% ของ GDP ในปี 1996 มาเป็น 1.01% ในปี 2009 ซึ่งมากกว่าของประเทศไทย  (0.24%) กว่า 4 เท่า   นอกจากนั้น  มาเลเซียยังมีจำนวนนักวิจัยต่อกำลังแรงงานสูงกว่าไทยถึง 3 เท่า     การที่มาเลเซียสามารถให้ความสำคัญกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโตของประเทศในระยะยาวส่วนหนึ่งอาจมาจากเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ   เราพบว่านายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซียมาจากพรรคการเมืองเดียวมาตลอดตั้งแต่ประเทศได้รับเอกราชในปี 1957    ในขณะที่ประเทศไทยเปลี่ยนรัฐบาลมาแล้วทั้งสิ้น 6 รัฐบาลแค่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ไทย v. เวียดนาม      GDP per capita     ของเวียดนามเคยคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่า 1 ใน 4  ของ GDP per capita ของไทยในปี 1990   แต่สัดส่วนนี้กลับเพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 3 ในปี 2012  แน่นอนว่าสาเหตุมาจากหลายปัจจัย  แต่สิ่งที่เวียดนามสามารถทำได้ดีด้านหนึ่งก็คือเรื่องของการศึกษา   เวียดนามมีสัดส่วนงบประมาณด้านการศึกษาต่อ GDP  ที่ 6.6% ซึ่งสูงกว่าประเทศไทย 3.8%  และสามารถทำให้เด็กที่อยู่ในวัยเรียนมาอยู่ในระบบโรงเรียนได้มากกว่าไทย     เวียดนามมีเด็กที่อยู่นอกระบบโรงเรียนเมื่อเทียบกับประชากรเด็กในระดับประถมเพียงแค่  1%   ในขณะที่มีเด็กไทยมากกว่า 10%  ที่อยู่ในวัยเรียนชั้นประถม แต่กลับไม่ได้รับการศึกษา

 

หมายเหตุ :
----------------------------------------
(3)    ราคา ณ ปี 2005 ปรับให้มีอำนาจซื้อเท่ากัน (Purchasing Power Parity-PPP)