บทที่  1
อันตรายของการเสื่อมถอย 



ในปี 1960  GDP per capita (1)  ของฟิลิปปินส์เคยสูงเป็นสองเท่าของ GDP per capita ของไทย   ณ เวลานั้น ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นที่สุดในภูมิภาค   มีทรัพยากร ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และมีสัดส่วนของคนที่รู้หนังสือสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคไม่ว่าจะเป็นเกาหลี  มาเลเซีย และไทย (2)

ในปี 2012   กลับกลายเป็นว่า GDP per capita ของไทยเติบโตมากเป็นสองเท่าของฟิลิปปินส์    ในช่วงทศวรรษที่ 1980 และ 1990   เศรษฐกิจฟิลิปปินส์เติบโตในอัตราที่เกือบจะต่ำที่สุดในภูมิภาคนี้   (รองจากบรูไนที่มีอัตราการเจริญเติบโตต่ำที่สุด)    เงินส่งกลับจากแรงงานฟิลิปปินส์ที่ไปทำงานในต่างประเทศเพิ่มขึ้นจาก  1.9% ของ GDP ในปี 1980  เป็น 10.2% ในปี 2011    และเงินส่งกลับนี้ได้ทวีความสำคัญในฐานะแหล่งเงินตราต่างประเทศและแหล่งที่มาของรายได้ของคนในประเทศ    แต่การที่ประเทศมีเงินส่งกลับจำนวนมากย่อมแสดงให้เห็น “อาการ”  ว่าประเทศฟิลิปปินส์ไม่ได้สร้างโอกาสหรือสร้างงานในประเทศให้แก่ประชาชน   แต่กลับผลักไสให้ชาวฟิลิปปินส์ต้องออกไปหางานทำในต่างถิ่นต่างแดน   ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครที่อยากจะละถิ่นฐานทิ้งครอบครัวไปอยู่ที่อื่นโดยไม่มีความจำเป็น

บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะอธิบายสาเหตุต่างๆ  ที่ทำให้เศรษฐกิจฟิลิปปินส์หยุดชะงัก  แต่เส้นทางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันระหว่างฟิลิปปินส์และไทย น่าจะสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่จะตามมาหากเศรษฐกิจเข้าสู่ช่วงเสื่อมถอยว่าจะเป็นอย่างไร

เพราะเมื่อประเทศเริ่มเข้าสู่ยุคเสื่อมถอย  จะกินระยะเวลานาน    สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตเห็นคือการที่ประเทศเข้าสู่ยุคเสื่อมถอยไม่ได้แปลว่าประเทศจะอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำติดต่อกันเพียงแค่ไม่กี่ปี   และไม่ใช่เพียงช่วงขาลงของวัฏจักรเศรษฐกิจ  แต่มันหมายถึง “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ซึ่งแสดงผลให้เห็นได้จากอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนาน     เศรษฐกิจไทยเริ่มปรับตัวและแซงหน้าฟิลิปปินส์ในราวกลางทศวรรษที่ 1980      ซึ่งเป็นช่วงที่ไทยและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู    ณ เวลานั้นอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยของไทยอยู่ที่ระดับ 7%  ในขณะที่ฟิลิปปินส์โตเฉลี่ยเพียง 2%  

เมื่อประเทศเข้าสู่ช่วงเสื่อมถอย   ก็จะใช้เวลาไม่านที่จะถูกประเทศอื่นๆ แซงหน้า   ถึงแม้ว่าไทยจะเข้าสู่ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำเนื่องมาจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 1997   แต่ด้วยความที่ฟิลิปปินส์ได้พลาดยุคที่เศรษฐกิจภูมิภาคเติบโตสูงสุด   ทำให้ฟิลิปปินส์ถูกทิ้งห่างจนไม่สามารถจะตามทันได้    ในปี 1960 อันดับของรายได้ต่อหัวของฟิลิปปินส์เป็นรองแค่สิงคโปร์กับมาเลเซีย  และสูงกว่าเกาหลี  ไทยและจีน   จากนั้นในปี 1970 และ 2000 เกาหลีและไทยก็สามารถนำหน้าฟิลิปปินส์ไปได้ตามลำดับ   และล่าสุดก็พึ่งถูกจีนแซงหน้าจนกลายเป็นประเทศที่รั้งท้ายในที่สุด  

แล้วประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคเสื่อมถอยหรือไม่?     หรือว่าทศวรรษที่ 2010 ของไทย จะเหมือนกับช่วง 1980 ของฟิลิปปินส์ที่เติบโตอย่างเชื่องช้าแล้วค่อยๆ ถูกประเทศอื่น แซงหน้า  ถ้าจะให้ตอบสั้น ๆ ก็คือ  “มันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ”    แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดก็คือ   “เราตัดสินใจที่จะทำอะไร  (หรือไม่ทำอะไร!)”    ณ ตอนนี้มีสถานการณ์น่าเป็นห่วงหลายเรื่องที่แสดงออกให้เห็นว่าเรากำลังเริ่มมีอาการเสื่อมถอย  ซึ่งหากเราพร้อมที่จะประเมินสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา  ด้วยความกล้าในการเผชิญหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาที่มีอยู่   แทนที่จะผลักมันออกไปให้เป็นเรื่องของอนาคต     และหากเราทำได้  สิบปีข้างหน้าก็จะเป็น “ทศวรรษแห่งความหวัง”   แต่ถ้าเรายังคงเดินหน้าทำแบบเดิมเหมือนอย่างที่เคยทำมาตลอดโดยไม่ยอมเปลี่ยนแปลงอะไร    วันหนึ่งเมื่อเรามองย้อนกลับมาดู 10 ปีที่ผ่านไป  เราอาจจะพบว่ามันเป็นเพียงแค่ “ทศวรรษที่สาบสูญ (หายไป)”  เท่านั้น

   

 

หมายเหตุ:
-----------------------------------------------
(1)   GDP per capita  (ดอลลาร์สหรัฐ ณ ราคาปี 2005)
(2)   UNESCO (1957), World Illiteracy at Mid-century: a Statistical Study.