Policy Watch

Policy Watch - กันยายน 2554

8 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าจ้างและแรงงานไทย และนัยยะที่มีต่อธุรกิจและเศรษฐกิจไทย


   

ข้อเท็จจริงที่  1 :   น้อยกว่าครึ่งแรงงานไทยเป็นลูกจ้างที่รับค่าจ้าง

แรงงานไทยปัจจุบันมีอยู่ 38 ล้านคน เป็นลูกจ้างเพียง 17 ล้านที่ได้รับค่าจ้าง และแรงงานอีก 21 ล้านคนที่เหลือประกอบอาชีพ เช่น เกษตรกร คนขับแท็กซี่ หาบเร่ พ่อค้าแม่ค้า ประกอบธุรกิจส่วนตัว ฯลฯ

แสดงว่าแรงงานน้อยกว่าครึ่งได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นคือถึงแม้ว่าค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท จะช่วยให้ลูกจ้างในกลุ่ม 17 ล้านคนบางกลุ่มได้รับประโยชน์  แต่ก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จำนวนลูกจ้างจะลดลง เพราะบริษัทจะลดการจ้างงาน และลูกจ้างที่ตกงานกลุ่มนี้ก็หวังที่จะย้ายไปประกอบอาชีพอื่นเหมือนแรงงานในกลุ่ม 21 ล้านคน


ข้อเท็จจริงที่ 2 :  แรงงานกว่า 11 ล้านคน มีค่าจ้างต่ำกว่า 300 บาทต่อวัน

จากรายงานการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปัจจุบันแรงงานไทย 11.5 ล้านคนมีค่าจ้างต่ำกว่า 300 บาทต่อวัน หรือประมาณ 7,800  บาทต่อเดือน (โดยคิดจากวันทำงานเฉลี่ย 26 วันต่อเดือน) โดยแรงงาน 11.5  ล้านคนเท่ากับ 70%ของลูกจ้างทั้งหมด หรือประมาณ 30 %ของแรงงานไทย และเกือบทั้งหมดของแรงงานกลุ่มนี้ (10.5 ล้านคน) อยู่ในภาคเอกชน 

ดังนั้นหากมีการดำเนินนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทอย่างเต็มที่และทั่วถึง จะกระทบต่อแรงงานและบริษัทจำนวนมหาศาล ซึ่งสะท้อนถึงค่าจ้างปัจจุบันที่ต่ำมาก ในปัจจุบันค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนของแรงงานที่จบระดับประถมศึกษา (5,100 บาทต่อเดือน) หรือระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (6,100 บาทต่อเดือน) ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยต่อเดือนตามนโยบายใหม่ ปัจจุบันมีเพียงแรงงานที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเท่านั้น ที่มีค่าจ้างเฉลี่ย 7,800 บาทต่อเดือน ที่ใกล้เคียงค่าจ้างขั้นต่ำตามนโยบายดังกล่าว ค่าจ้าง 300 บาทต่อวันจะทำให้ต้นทุนค่าจ้างเพิ่มขึ้นกว่า 50 %  สำหรับธุรกิจที่จ้างแรงงานที่จบประถมศึกษา หรือประมาณ 30 % โดยเฉลี่ยสำหรับธุรกิจที่จ้างแรงงานที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง 53 จังหวัดในประเทศไทย ยังมีค่าจ้างเฉลี่ยต่ำกว่า 300 บาทต่อวัน


ข้อเท็จจริงที่ 3 : แรงงานเหล่านี้อยู่ที่ไหน ?

เกือบครึ่งหนี่งของลูกจ้าง 11.5 ล้านคน ที่มีค่าจ้างต่ำกว่า 300 บาทต่อวัน ทำงานอยู่ในธุรกิจขนาดเล็ก ที่จ้างคนงานน้อยกว่า 10 คน ธุรกิจเล็กๆ เหล่านี้ ยากที่จะรับต้นทุนค่าจ้างที่สูงขึ้นมาก
 
กว่า 75 % ของแรงงานที่มีค่าจ้างต่ำกว่า 300 บาท อยู่ใน 4 sector ได้แก่ภาคการผลิต การเกษตร ก่อสร้าง และธุรกิจทั้งค้าส่งและค้าปลีก ซึ่งกว่า 3 ล้านคนอยู่ในภาคการผลิตอย่างเดียว  และเกือบครึ่ง (46%) ของแรงงานที่อยู่ในภาคการผลิต อยู่ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม และเฟอร์นิเจอร์

จังหวัดที่มีจำนวนแรงงานกลุ่มนี้มากที่สุด คือ กรุงเทพฯ  (856,000 ) รองลงมาคือ นครราชสีมา (607,000)    เชียงใหม่  (409,000)  และขอนแก่น (336,000) ตามลำดับ เป็นที่น่าสังเกตว่าภูเก็ตมีแรงงานกลุ่มนี้ไม่มาก (42,000)

สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ผลกระทบของนโยบายใหม่จะดูแค่เพียงค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนที่สูงกว่าค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนจากการปรับนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ไม่ได้ แต่ต้องดูผลกระทบที่ขึ้นอยู่กับการกระจายของค่าจ้างทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ถึงแม้ว่าค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนในกรุงเทพ 14,000 บาท สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำต่อเดือนตามนโยบายใหม่ 7,80 0 บาท แต่ในกรุงเทพก็มีแรงงานที่มีค่าจ้างต่อเดือนต่ำกว่า 7,800 บาท สูงถึง 850,000 คนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำใหม่


ข้อเท็จจริงที่ 4 : นโยบายค่าจ้าง 15,000 บาทต่อเดือน สำหรับนักศึกษาจบใหม่ปริญญาตรีจะกระทบภาครัฐมากกว่า

นโยบายดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อภาครัฐและบริษัทใหญ่ๆ เป็นหลัก ข้อมูลปัจจุบันแรงงาน 1.7 ล้านคน จบการศึกษาระดับปริญญาตรี มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน แรงงานจำนวนนี้กว่าครึ่งอยู่ในภาครัฐ และกลุ่มแรงงานที่ภาครัฐจ้างผู้ที่จบการศึกษาปริญญาตรีเป็นจำนวนมากอยู่ในภาคการศึกษา (ครู)  ส่วนกลุ่มที่อยู่ในภาคเอกชนเกือบครึ่ง (49%) ทำงานในองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ที่จ้างลูกจ้างมากกว่า 50 คน


ข้อเท็จจริงที่ 5 : ที่ผ่านมาผลการบังคับใช้นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำไม่ครอบคลุมและทั่วถึง

ปัจจุบันค่าจ้างขั้นต่ำตามกฏหมายในแต่ละจังหวัดแตกต่างกัน ตั้งแต่ 159 บาทต่อวัน ที่พะเยา  ถึง 221 บาทต่อวันที่ภูเก็ต แต่การปฏิบัติตามนโยบายไม่ทั่วถึง เพราะ 39 จังหวัด มีค่าจ้างเฉลี่ยที่ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ ถ้าจะให้แรงงานไทยได้รับประโยชน์



ข้อเท็จจริงที่ 6 : ที่ผ่านมาค่าจ้างแรงงานไทยไม่ค่อยโตจริงๆ

มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ค่าจ้างโตขึ้นกว่านี้ แต่คำถามคือ วิธีไหนที่ดีที่สุดที่จะทำให้ค่าจ้างโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจากข้อมูลที่ผ่านมาการเติบโตของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไม่ค่อยได้นำไปสู่ค่าจ้างแท้จริงที่สูงขึ้น 10 ปีที่ผ่านมา GDP ของไทยโต 50% ในมูลค่าที่แท้จริง แต่ค่าจ้างที่แท้จริง (ค่าจ้างหักเงินเฟ้อ) แทบจะไม่โตเลย เพราะค่าจ้างเติบโตใกล้เคียงกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น สิ่งที่น่าสังเกต คือ การเติบโตที่ช้าของค่าจ้างที่แท้จริง เห็นได้ชัดเมื่อมองจากทุกมิติไม่ว่าจะเป็นรายภาค รายอุตสาหกรรม รายอาชีพ และระดับการศึกษา  ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยยิ่งวันยิ่งพึ่งพาการส่งออก เพราะถ้าค่าจ้างแท้จริงของคนไทยไม่โต ยากที่จะทำให้อุปสงค์ภายในประเทศโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ข้อเท็จจริงที่ 7 : ผลิตภาพของแรงงานไทยก็โตช้าเหมือนกัน

บริษัทจะสามารถจ่ายค่าจ้างได้เพิ่มขึ้นถ้าราคาสินค้าที่บริษัทผลิตสูงขึ้น (move up the value chain) หรือแรงงานสามารถผลิตสินค้าและบริการได้มากขึ้น (เพิ่มผลิตภาพแรงงาน) แต่ประเทศไทยขาดปัจจัยที่จะเพิ่มค่าจ้างทั้ง 2  ตัว เพราะราคาขายสินค้าหลายอย่างที่เราผลิตไม่ค่อยโต ตัวอย่างเช่น

สินค้าประเภทอิเล็คทรอนิกส์ สินค้าประเภทนี้เท่ากับ 27 % ของการส่งออกของเราทั้งหมด แต่ระหว่างปี2543-2553 ราคาส่งออกของสินค้าเหล่านี้ (คิดเป็นดอลล่าร์สหรัฐ) โตเฉลี่ยเพียงปีละ 1% เท่านั้น

ดังนั้นการแข็งค่าของค่าเงินบาท ก็หมายความว่า ราคาขายที่ได้รับเป็นบาทแทบไม่โตขึ้นเลย นอกจากนี้ การเติบโตของผลิตภาพแรงงานไทยก็โตช้ากว่าประเทศอื่นในภูมิภาค โดยระหว่างปี  2536-2550  การเติบโตของผลิตภาพแรงงานไทยโต 23% ต่ำกว่า มาเลเซีย (31%) ไต้หวัน (51%)  และเวียดนาม (77%)

ถ้าเราต้องการให้ค่าจ้างที่แท้จริงโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน สิ่งที่จำเป็นจริงๆ คือ เราต้องลงทุนอีกมากเพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าของเราและต้องเพิ่มผลิตภาพแรงงาน แต่การลงทุนก็เป็นอีกด้านหนึ่งซึ่งเศรษฐกิจไทยยังธ้ด้อยอยู่ ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่มูลค่าการลงทุนแท้จริงทั้งภาครัฐและเอกชนต่ำกว่าช่วงก่อนวิกฤติปี 2540 อย่างมีนัยยะ


ข้อเท็จจริงที่ 8 : เราต้องทำอย่างอื่นอีกมากควบคู่ไปกับดำเนินนโยบายแรงงาน

อันนี้อาจจะฟังดูเหมือนเป็นความเห็นมากกว่าข้อเท็จจริง แต่เป็นความเห็นที่มาจากความจริง จากข้อมูลต่างๆสื่อชัดเจนเรื่องความจำเป็นที่จะเพิ่มค่าจ้างแท้จริงเพื่อที่จะยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนและเสริมอุปสงค์ภายในประเทศ แต่การเติบโตที่ล่าช้าของผลิตภาพแรงงาน ก็สื่อว่าการขึ้นค่าจ้างต้องทำควบคู่ไปกับอย่างอื่นอีกมากมาย ถ้าค่าจ้างที่แท้จริงโตเร็วกว่าผลิตภาพ จะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงโดยปริยาย ซึ่งน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการอ่อนค่าของเงินดอลล่าร์ และจะนำไปสู่การแข็งค่าของค่าเงินบาท

เราไม่สามารถยกระดับรายได้ของคนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนได้ โดยการออกกฎเกณฑ์หรือกฎหมายเพียงอย่างเดียว ถ้ามันง่ายขนาดนั้นทุกประเทศคงทำไปแล้ว และความยากจนคงไม่มีในโลก ดังนั้นการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเพื่อให้ได้ผลที่ยั่งยืนและต่อเนื่อง ควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไปสอดคล้องกับภาวะตลาดและการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพที่แท้จริงของแรงงานไทย

การเพิ่มผลิตภาพแรงงานไทย เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับประเทศไทย เพราะยิ่งวันเรายิ่งขาดแคลนแรงงาน จากการชราภาพของประชากรไทยจะทำให้การเติบโตเฉลี่ยของแรงงานไทย

การลงทุนและการยกระดับขีดความสามารถของแรงงาน ต้องทำควบคู่ไปกับนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำมิฉะนั้นการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างขั้นต่ำจะช่วยเฉพาะแรงงานบางกลุ่ม อาทิเช่น พนักงานในบริษัทใหญ่ๆ ใน แต่จะไม่ช่วยประชาชนอย่างทั่วถึงทุกคน เราคงไม่อยากเห็นสถานการณ์ที่แรงงานเพียงบางกลุ่มได้รับประโยชน์จากนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ แต่นำไปสู่เงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้นสำหรับทุกคนในประเทศ และคนที่ได้รับผลกระทบหนักสุดคือแรงงาน เช่น เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า คนขับแท็กซี่ เป็นต้น ที่ไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายค่าจ่างขั้นต่ำและต้องเผชิญกับปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามไปด้วย 

(อ่านรายละเอียดพร้อมรูปแสดงการวิเคราะห์ข้อมูลได้จากรายงาน "8 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าจ้างและแรงงานไทย" ฉบับเต็ม)
 

ดาวน์โหลดเอกสาร

  • เอกสาร : 8 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าจ้างและแรงงานไทย
    Downloads

More Reports