Policy Watch

Policy Watch - พฤศจิกายน 2559

4 คำถาม ข้อตกลง TPP กับประเทศไทย

เหลืออีกไม่ถึง 1 สัปดาห์จะถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สิ่งที่น่าจับตาคือนโยบายของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งหนึ่งในนั้นมีข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ TPP (Trans-Pacific Partnership) อยู่ด้วย โดยผลการเลือกตั้งน่าจะเป็นตัวชี้ว่า TPP มีโอกาสเดินหน้าต่อไปได้มากแค่ไหน เพราะทรัมป์ไม่สนับสนุนแน่นอน ส่วนคลินตันแม้จะไม่เห็นด้วยกับ TPP ในปัจจุบัน แต่น่าจะมีแนวโน้มกลับไปทบทวนข้อตกลง ซึ่งช่วงนี้อาจเป็นเวลาที่ดีที่ไทยจะคิดว่า หากต้องตัดสินใจเข้าร่วม TPP เราควรรู้และเตรียมพร้อมอะไร รวมถึงควรมีกลยุทธ์ในการเจรจาต่อรองอย่างไร เพื่อรักษาประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ โดยมีประเด็นอย่างน้อย 4 ประเด็น

ไทยจะได้ประโยชน์ทางการค้าเพิ่มขึ้นจากเพียง 3 ประเทศที่เรายังไม่มีข้อตกลงการค้าเสรีด้วย คือ สหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก ซึ่งมีมูลค่าการค้ารวมกันเพียง 10% ของมูลค่าการค้ารวมของไทย และในจำนวนนี้เป็นการค้ากับสหรัฐฯ สูงถึง 8% ซึ่งประโยชน์จาก TPP ผ่านการลดภาษีจึงไม่น่าจะมีมาก เพราะโดยปกติสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าต่ำอยู่แล้ว โดยเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 1.4%

ประโยชน์จากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นชัดเจนน่าจะได้จากเพียง 4 อุตสาหกรรม ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เครื่องจักร และยาง ซึ่งคิดเป็นเพียง 1 ใน 4 ของการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด เพราะอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นอุตสาหกรรมที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มาก จึงมีโอกาสที่นักลงทุนจะมาตั้งฐานการผลิตเพิ่มขึ้น

ข้อตกลง TPP ทั้งหมด 30 บท มีกว่า 20 บทที่ไม่ใช่ข้อตกลงทางการค้า ประเด็นสำคัญของ TPP จึงอยู่ที่ประเด็นอื่นที่ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจโดยตรง ซึ่งไทยคงต้องคิดว่าเบ็ดเสร็จแล้ว เราได้ประโยชน์แค่ไหน  เพราะจะมีทั้งการปรับกฎระเบียบของมาตรฐานให้มีเกณฑ์สูงขึ้น เช่น ด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม รัฐวิสาหกิจ และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และประเด็นเชิงเศรษฐกิจการเมืองที่สหรัฐฯ สามารถกำหนดข้อตกลงที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจสหรัฐฯ ได้

ยิ่งไปกว่านั้น อำนาจต่อรองของไทยมีไม่มาก เพราะสหรัฐฯ สามารถกำหนดข้อตกลงที่ประเทศเล็กต้องยอมทำตาม สังเกตสัญญาคู่ฉบับด้านแรงงานของมาเลเซีย พบคำว่า “Malaysia shall...” หรือ มาเลเซียจะต้อง...ถึง 34 ครั้ง แต่ไม่มีคำว่า “US shall” หรือ สหรัฐฯ จะต้อง...เลย มิหนำซ้ำ ไทยต้องขอความเห็นชอบในการเข้าเป็นสมาชิกจากทุกประเทศที่อยู่มาก่อน ซึ่งทั้งมาเลเซียและเวียดนามคงไม่ยอมให้ไทยได้ประโยชน์มากกว่าแน่

แต่อย่างไรก็ดี การผลักดัน TPP อาจกำลังเจออุปสรรคเพิ่มเติมจากกระแส anti-globalization และ anti-trade agreement ที่กำลังมาแรง เห็นตัวอย่างจากการที่คนอังกฤษโหวตให้ประเทศออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) หรือล่าสุดที่ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปกับแคนาดาก็บรรลุข้อตกลงได้อย่างยากลำบาก จึงทำให้มีข้อสงสัยว่าการผลักดันข้อตกลงการค้าอื่นๆ รวมถึง TPP อาจทำได้ยากขึ้น

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานคณะกรรมการบริหาร สถาบันอนาคตไทยศึกษา กล่าวเสริมว่า “โลกเปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่มีกระแส anti-globalization และ anti-trade agreement แต่การค้าโลกโตน้อยลงด้วย เห็นได้จาก 20 ปีก่อนที่เศรษฐกิจโลกโตทุกๆ 1% จะส่งผลให้มูลค่าการค้าโลกเพิ่มขึ้น 2.5% แต่ตอนนี้มูลค่าการค้าจะเพิ่มเพียง 0.7% ปรากฏการณ์ทั้ง 2 สื่อว่าไทยทำเหมือนเดิมไม่ได้ เราต้องมีกลยุทธ์ในการเจรจาการค้าแบบใหม่ โดยที่ต้องรู้ว่าเราจะยอมเสียอะไรไปเพื่อให้ได้อะไรมา ควรทำสัญญากับใคร และจะทำอย่างไรเพื่อรักษาอำนาจต่อรอง เช่น ต้องรู้ว่าอุตสาหกรรมไหนที่เราอยากได้จริงๆ แล้วเราจะได้เท่าไหร่ หรือต้องรู้ว่าควรทำสัญญากับใครที่จะได้ประโยชน์สูง เพราะจะบอกได้ว่าไทยควรเข้าเจรจากับใครดี หรือเร่งให้ข้อตกลง RCEP ที่มีจีนเป็นแกนหลัก และ WTO บรรลุผล เพื่อรักษาอำนาจต่อรอง

ดาวน์โหลดเอกสาร

  • เอกสาร 4 คำถาม ข้อตกลง TPP กับประเทศไทย
    Downloads

More Reports