Conference Speech & Interview

บทสัมภาษณ์ คุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฏ์

                              
                                                                   

วิกฤตปี 40–การเมือง บทเรียนครั้งสำคัญของประเทศไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย 2 เรื่อง เรื่องแรกคือวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 เรื่องที่สองคือ การเปลี่ยนแปลงบทบาทของพรรคการเมืองไทยซึ่งทั้งสองเรื่องต่างก็ให้บทเรียนทั้งในด้านดีและไม่ดีกับประเทศไทยสำหรับวิกฤตต้มยำกุ้ง ถ้าเป็นมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์มหภาค ก็น่าจะถือว่าเป็นบทเรียนที่ดีและเป็นรูปธรรมว่า การที่เราละเลยไม่ดูแลความเสี่ยงจะก่อให้เกิดปัญหาในทางธุรกิจ ผมก็เชื่อว่าเป็นบทเรียนที่สำคัญของนักธุรกิจ วิกฤตคราวนั้นแสดงให้เห็นชัดเจนว่าการทำธุรกิจในลักษณะที่ ไม่อยู่ในกรอบของวิชาการบริหารธุรกิจหรือละเลยวินัยทางการเงิน เช่น ละเลยการมีทุนให้เพียงพอ หรือละเลยการเตรียมงานที่ดีหรือมีแผนมารองรับ หรือละเลยการคาดการณ์ให้สมจริง หรือละเลยการตั้งข้อสมมติฐานที่หลากหลาย เป็นต้น บทเรียนครั้งนั้นทำให้ธุรกิจในขณะนี้เข้มแข็งขึ้น ธนาคารต่างๆ ก็เข้มแข็งขึ้น อันเนื่องจากการปรับตัวจากผลของวิกฤตนั้น ฉะนั้นในวิกฤต บางคนบอกว่าไม่ดีในขณะที่บางคนบอกว่าเป็นโอกาส จริงๆ แล้วเหตุการณ์ในปี 2540 มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยังคงดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งบางเรื่องก็มีส่วนเพิ่มความเข้มแข็งให้ประเทศได้เป็นอย่างดี 

ในขณะที่ทางการเมืองก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเด่นชัดว่า พรรคการเมืองมีบทบาทอย่างมากในการสื่อสารกับประชาชนโดยตรง นำเรื่องต่างๆ ที่เป็นความต้องการของประชาชนมากำหนดเป็นนโยบายและนำมาปฏิบัติ (หรือมองอีกทางหนึ่งก็เพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงให้มากที่สุด) จริงๆ แล้วการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ถือว่าดีก็ดี แต่ก็ยังมีประเด็นที่กำลังถกเถียงกันอยู่ว่าควรจะมีส่วนผสมทางวิชาการ หรือมีบทบาทของเทคโนแครตที่เป็นกลางทางการเมืองหรือไม่อย่างไร เพราะแต่เดิมเทคโนแครตโดยเฉพาะที่อยู่ในระบบราชการและมหาวิทยาลัยมีบทบาทสูงในการเตรียมงาน เสนอความคิด และพิจารณานโยบาย ขณะที่ปัจจุบันพรรคการเมืองเป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์จากมุมมองทางการเมือง ซึ่งอาจจำเป็นต้องมองระยะสั้นตามเวลาของการเลือกตั้งคือ 4 ปี แต่ประเด็นด้านความคิด ทิศทาง และนโยบายของประเทศเป็นส่วนรวมนั้น ต้องการการมองระยะยาวมาผสมผสานด้วยเช่นเรื่องของการเพิ่มรายได้ของประชาชนที่ในระยะยาวต้องมาจากการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (productivity) เป็นสำคัญ ไม่ใช่มาจากการกำหนดโดยนโยบายของรัฐบาล เช่น ประชานิยม เป็นต้นแม้แนวคิดเหล่านี้ยังไม่ตกผลึกแต่ก็เริ่มเป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้างมากขึ้นขณะนี้ประเทศไทยจึงเปรียบเสมือนนักเรียน ซึ่งมีกรณีเหล่านี้มาให้เราเรียนรู้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงซึ่งการเรียนรู้นี้เป็นกระบวนการที่ดีหากสามารถวิเคราะห์ได้ด้วยเหตุและผล และนำประสบการณ์มาปรับใช้จากเหตุผลดังกล่าว

ผมคิดว่าใน 20 ปีที่ผ่านมา 2 เหตุการณ์สำคัญดังกล่าวนั้นมีความสัมพันธ์กันอยู่ไม่มากก็น้อย ซึ่งเราควรถือเป็นทั้งบทเรียนและโอกาสที่สามารถเอามาปรับใช้เพื่อการปรับปรุงตนเอง สำหรับวันนี้เราอาจเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างยังมีความคิดเห็นที่หลากหลายและยังมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกัน แต่คงต้องเป็นแบบนี้ต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง ส่วนจะพาเราไปสู่จุดไหนนั้น คงไม่มีใครตอบได้

ฐานภาคเกษตรแน่น แต่ภาคอุตสาหกรรมยังเป็นปัญหา

ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศอุตสาหกรรมมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก เราไม่เหมือนจีนเกาหลี หรือญี่ปุ่น เนื่องจากพื้นฐานของประเทศไทยคือการเกษตรเพียงอย่างเดียว ฉะนั้นการที่เราพัฒนาอุตสาหกรรมมาได้จนถึงทุกวันนี้ เราก็อาศัยทุน ความรู้ และตลาดจากต่างประเทศ ซึ่งจีนในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาก็อาศัยองค์ประกอบทั้งสามนี้เช่นกัน แต่จีนได้เปรียบกว่าตรงที่มีพื้นฐานเดิมทางอุตสาหกรรมซึ่งต่อยอดได้เร็วกว่าเรา เช่น การผลิตรถไฟความเร็วสูง การผลิตเครื่องจักรที่ทันสมัย หรือผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมขนาดใหญ่ออกขายในตลาดโลกได้ ซึ่งในตอนแรกจีนก็อาศัยการร่วมทุนกับต่างประเทศเพื่อถ่ายโอนความรู้ จากนั้นก็ใช้องค์ความรู้ที่สะสมมาต่อยอดเพื่อทำการผลิตโดยอาศัยความรู้ของตนเองเช่นเดียวกับญี่ปุ่นซึ่งมีการสะสม know-how มากว่า100 ปี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องมือเครื่องจักร ตลอดจนความรู้พื้นฐานทางอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับวัสดุต่างๆ เช่น ความรู้เกี่ยวกับโลหะและวัสดุที่จำเป็นในการผลิตเครื่องจักร เครื่องมือทางอุตสาหกรรม ในขณะที่ไทยไม่มีความรู้และประสบการณ์ในด้านนี้อย่างต่อเนื่องอย่างเก่งคือเรามีประสบการณ์ในการใช้แรงเพื่อตีดาบหรือใช้เครื่องจักรที่ซื้อมาเพื่อผลิตสินค้าเท่านั้น

ประเทศไทยมาถึงจุดนี้ได้เพราะมีการเกษตรที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ดี แต่การพัฒนาประเทศให้ไกลกว่านี้และกระจายรายได้อย่างทั่วถึงกว่านี้ เราต้องมีทั้งภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการที่เข้มแข็งด้วย ขณะนี้ภาคบริการของไทยโดยเฉพาะในภาคการค้าดูดีเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค เช่น กิจการของเซ็นทรัลที่ขยายตัวไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น แต่สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่คือภาคอุตสาหกรรมเนื่องจากไทยไม่ใช่ประเทศอุตสาหกรรมมาแต่อดีต บริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เรามีอยู่ในขณะนี้ส่วนใหญ่จึงเป็นบริษัทต่างชาติ โดยสิ่งที่บริษัทอุตสาหกรรมไทยทำอยู่เป็นหลักคือรับจ้างผลิต ซึ่งโครงสร้างอุตสาหกรรมแบบนี้ไม่ใช่โครงสร้างที่แข็งแรงถามว่าเศรษฐกิจจีนเป็นเหมือนเราหรือไม่ คำตอบคือเคยเป็นในอดีต แต่เขาเหมือนเราเฉพาะในระยะแรก จากนั้นเขาสามารถอาศัยพื้นฐานอุตสาหกรรมที่แน่นกว่าของเขาสร้างสรรค์สินค้าป้อนตลาดได้ด้วยตนเองขณะนี้จีนสามารถส่งมนุษย์ไปอวกาศได้ก็เพราะเขามีพื้นฐานด้าน วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์และเมื่อเราไม่มีพื้นฐานความรู้ที่ยาวนานในเรื่องนี้ การต่อยอดของเราจึงไม่ง่าย ด้วยเหตุผลนี้บริษัทไทยที่เข้มแข็งอยู่บ้างจึงเป็นบริษัทด้านอุตสาหกรรมการเกษตรเท่านั้น ไม่ใช่อุตสาหกรรมที่ใช้ know-how มากๆ พวกเรารู้จักการเพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ แต่ไม่ลึกซึ้งกับวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์แขนงต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องวัสดุศาสตร์ที่เรายังด้อยอยู่มาก รวมทั้งพื้นฐานทางเคมีและฟิสิกส์ ซึ่งเรายังมีบุคลากรประเภทนี้น้อยมากเมื่อเทียบกับคนอื่น

ในขณะนี้ ประเทศที่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ต่างก็ก้าวไปข้างหน้าได้ไกล ไม่ว่าจะเป็น อิสราเอล เกาหลี ไต้หวัน หรือญี่ปุ่น ดังนั้นถ้าเราสามารถปรับปรุงพื้นฐานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ให้มีความเข้มแข็งกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียนได้ เชื่อว่าเราก็จะไปได้และไปได้ดีกว่าเพื่อนๆ หลายประเทศในอาเซียนด้วย เพราะประเทศเหล่านี้ก็ไม่ได้มีรากฐานทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์หรือกระบวนการทางอุตสาหกรรมที่ดีกว่าเรา ดังนั้นเราจึงยังไม่สามารถเทียบตนเองกับเกาหลีใต้ได้ในขณะนี้ เพราะเขามีพื้นฐานทางอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งกว่าเรามาก เราอาจจะสู้เขาได้ในเรื่องฐานทางเกษตร แต่ที่เราแพ้คือฐานอุตสาหกรรม

ช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยมีการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาเรื่อยๆ แต่เมื่อถึงระดับหนึ่ง สิ่งจูงใจให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กลยุทธ์เดิมๆ เช่น ค่าแรงถูกแรงงานจำนวนมาก ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ หรือตลาดใหญ่ อาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป ทุกวันนี้เราจะได้ยินญี่ปุ่นพูดว่า ไทยแลนด์บวกหนึ่ง” (Thailand +1) ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่ญี่ปุ่นจะลงทุนในภูมิภาคนี้ เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศเดียวที่มีทุกอย่างพร้อมกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคอีกต่อไป

ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องสร้างธุรกิจภายในประเทศที่เป็นของเรา (homegrown)ให้เข้มแข็ง ในระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา เรายังมีบริษัทอุตสาหกรรมและบริการขนาดใหญ่จำนวนน้อย และส่วนใหญ่ก็ยังเป็นบริษัทที่มีฐานทางการเกษตร เช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด เป็นต้น แต่ก็ยังดีที่เราเริ่มมีบริษัทขนาดใหญ่ที่ทำธุรกิจด้านบริการและการค้าเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีจำนวนไม่มากนัก

ก้าวสู่ประเทศอุตสาหกรรมได้ ต้องใช้ทั้งฐานและกระบวนการ

สิ่งที่จะพาประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมได้ในอนาคต คือการสร้าง ฐานความรู้ให้แน่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเชิงของวิทยาศาสตร์ เช่น วัสดุศาสตร์แต่การสะสมองค์ความรู้โดยปราศจากรากฐานและประสบการณ์ที่ยาวนานเพียงพอเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลามาก นอกจากนี้ปัญหาใหญ่ของเราคือคนไทยไม่นิยมเรียนวิทยาศาสตร์ ทำให้ฐานความรู้เชิงวิทยาศาสตร์เราไม่เพียงพอ การเป็นประเทศฐานการเกษตรของเรา ทำให้เราขาดประสบการณ์เชิงอุตสาหกรรมที่ยาวนานเหมือนเช่นประเทศอื่นๆ และที่สำคัญที่สุดคือเรายังขาดกระบวนการเชื่อมโยงซึ่งไม่เหมือนกับวิวัฒนาการของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เช่น บริษัทรถยนต์ Ford หรือ Toyota หรืออีกหลายๆ บริษัทที่ประสบความสำเร็จในเรื่องอุตสาหกรรมรถยนต์ เพราะเขามีประสบการณ์จากการเชื่อมโยงกระบวนการ 3 แขนงเข้าด้วยกันอย่างมีพลัง อันได้แก่ หนึ่ง กระบวนการทางธุรกิจ สอง กระบวนการทางการเรียนการสอน และสาม กระบวนการในการวิจัยพัฒนา การที่เราไม่สามารถเชื่อมโยงกระบวนการทั้งสามได้อาจเป็นเพราะเรายังเข้าใจเรื่องนี้ไม่ดีพอ การเชื่อมโยงไม่ใช่เพียงบูรณาการ หรือทำงานร่วมกันเท่านั้น แต่เป็นการเชื่อมโยงที่ก่อให้เกิดวิวัฒนาการคือเชื่อมโยงการเรียนรู้ทั้ง 3 กระบวนการเพื่อให้เกิดความงอกเงย เช่น อาจารย์ไม่ควรจำกัดบทบาทเฉพาะการสอนและทำวิจัย แต่ต้องมีโอกาสเข้าไปปฏิบัติจริงในโรงงาน เพื่อให้เข้าใจโจทย์ตามสภาพที่แท้จริง นำไปวิจัยและนำผลการวิจัยกลับมาใช้สอนลูกศิษย์ที่จะป้อนเข้าไปทำงานในภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น กระบวนการเชื่อมโยงแบบนี้จะทำให้เราสามารถสะสมประสบการณ์ในเชิงอุตสาหกรรมให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นได้ในเชิงวิวัฒนาการ

ปัจจุบันคนรุ่นใหม่มีความสามารถเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่การพัฒนาธุรกิจไม่ว่าจะเป็นธุรกิจใดก็ตามก็หนีไม่พ้นวิทยาศาสตร์ ทำให้เริ่มมีความต้องการ (demand) ผู้มีความรู้เหล่านี้ในประเทศเพิ่มขึ้น ในขณะนี้เราสามารถผลิตรถเกี่ยวข้าวขนาดใหญ่ได้ซึ่งไม่ใช่แค่การประกอบตัวรถ แต่เป็นการผลิตกลไกทั้งหมดของระบบการเกี่ยวข้าว โดยเอกชนเป็นคนสร้างสรรค์ และขณะนี้ได้เริ่มแสวงหาความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย การที่อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักรแบบนี้เกิดขึ้นได้เป็นเพราะไทยเป็นแหล่งปลูกข้าวทำให้เกิดความความต้องการเครื่องมือประเภทนี้ แต่ถ้าประเทศไทยไม่มีความต้องการภายในประเทศ เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ อย่างไรก็ดีรัฐบาลจะต้องลงทุน ต้องสนับสนุนงบประมาณและเปิดโอกาสทางการตลาดเท่าที่ทำได้ในเรื่องเหล่านี้เพื่อให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริงในภาคธุรกิจไทย

ในขณะนี้บางคนอาจเข้าใจว่าพื้นฐานของประเทศที่ขาดแคลนคือ โครงสร้างพื้นฐาน (physical infrastructure) ทั้งที่ประเด็นที่ขาดแคลนอย่างแท้จริงคือพื้นฐานความรู้ อาจเป็นเพราะบางคนคิดไปถึงรถไฟฟ้าความเร็วสูงซื่งเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย อย่างไรก็ดี เมื่อเรามีความต้องการ (demand) ในเรื่องรถไฟเพิ่มขึ้นมา เราก็เริ่มมองการณ์ไกลขึ้นกว่าเดิม เดิมเราไม่ค่อยคิดว่าการลงทุนต้องมาคู่กับการสร้างพื้นฐานความรู้ทั้งในด้านการพัฒนาหลักสูตรและสร้างคน ในขณะนี้ เริ่มมีเสียงเรียกร้องเรื่องหลักสูตรวิศวกรรมรถไฟให้ได้ยินบ้าง นอกจากนี้ในอดีตประเทศไทยอาจไม่จำเป็นต้องสร้างรถไฟเอง เพราะมีความต้องการรถไฟเพียงไม่กี่ขบวนต่อปี การซื้อจากต่างประเทศจะดีกว่า แต่หากต้องลงทุนและมีความต้องการใช้รถไฟเป็นจำนวนมากเป็นล้านล้านบาทแบบนี้ การผลิตเองในประเทศจะทำให้เกิดความเข้มแข็ง ซึ่งจีนเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้สูงได้เป็นผลสำเร็จ อาจเป็นเพราะจีนเป็นประเทศใหญ่ มีประชากรมาก ความต้องการภายในประเทศจึงสูงกว่าเรามากจึงมีจุดเริ่มต้นที่ดี

ประเทศไทยอยู่ในการช่วง “in transition” ไม่ใช่ “in decline”

ผมไม่เห็นว่าขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงถดถอย (in decline) แต่กลับเห็นว่ากำลังอยู่ในช่วงระหว่างการเปลี่ยนผ่าน (in transition) มากกว่า แน่นอนว่าการเปลี่ยนผ่านอาจทำให้เกิดความยากลำบากในการลงมติว่าผลของการเปลี่ยนผ่านจะเป็นเช่นไร เพราะอาจดีขึ้นหรือถดถอยก็ได้ แต่ผมว่าขณะนี้ยังเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่หลายเรื่องยังใหม่สำหรับประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ในกรอบของระบบเลือกตั้งระหว่างความคิดของเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย การประสานประโยชน์ระยะสั้นกับระยะยาว หรือผลประโยชน์ส่วนรวมกับผลประโยชน์เฉพาะหมู่คณะ ฯลฯ ประเด็นเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ภาคประชาชนต้องเข้าใจ เรียนรู้และปรับตัว

สำหรับประเทศอื่นๆ ที่เขาก้าวหน้าถึงจุดหนึ่งได้ ผมเข้าใจว่าเขาได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้นี้มาแล้ว ถ้ามีความเข้าใจก็จะนำไปสู่การใช้จริยธรรมและเหตุผลมากกว่าการใช้เสียงข้างมากเพียงอย่างเดียว แต่การจะใช้จริยธรรมและเหตุผลมากขึ้นก็ต้องมีภาคที่สำคัญคือภาคประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งต้องใช้เวลาในการเรียนรู้เป็นธรรมดา แต่เมื่อสังคมพัฒนาไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลา ภาคประชาชนก็จะเริ่มเรียกร้องจริยธรรมและเหตุผล เช่น เรียกร้องหาความโปร่งใส หรือเรียกร้องหาข้อมูล ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีการเรียกร้องให้เห็นมากขึ้นจากเดิม และนี่ถือเป็นสัญญาณที่ดี

นอกจากนี้อาจเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของประเทศไทยอีก 2 เรื่องได้แก่

1.โครงสร้างของประเทศที่เดิมเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่อีกไม่นานเราก็อาจจะเปลี่ยนไปเพราะคนไทยโดยเฉพาะคนหนุ่มสาวมักไม่เลือกเป็นเกษตรกร ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะคนหนุ่มสาวเกือบทุกประเทศทั่วโลกก็ไม่เลือกอาชีพเกษตรกร และในอนาคต เราก็คงจะพูดไม่ได้แล้วว่าเกษตรกรคือคนส่วนใหญ่ของประเทศผู้ยากไร้ เพราะประเทศไทยจะมีจำนวนเกษตรกรน้อยลง

2.โครงสร้างของสถาบันครอบครัว ซึ่งของไทยก็คงไม่ต่างจากสิงคโปร์หรือประเทศอื่นๆ ที่เป็นปรากฏการณ์ที่ใหญ่มาก หลายครอบครัวมีผู้ปกครองคนเดียวเพราะหย่าร้าง หลายครอบครัวต้องทำงานทั้งสามีและภรรยา หรืออีกหลายครอบครัวที่อยู่คนเดียวเพราะไม่แต่งงาน ฯลฯ ผมคิดว่าเราพูดถึงแต่เรื่องไกลตัวว่าทำไมรัฐบาลไม่ทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่เรื่องที่ใกล้ตัวอย่าง สถาบันครอบครัวกลับไม่ค่อยมีคนพูดถึง


เราอยู่ในยุคที่โจทย์ยาก เพราะโครงสร้างสถาบันครอบครัวของไทยเหมาะกับประเทศที่รวยแล้วอย่างญี่ปุ่น ซึ่งเขารวยก่อนแล้วจึงแก่ จีนเองก็เจอปัญหาแก่ก่อนรวยเหมือนเรา แต่ประเด็นคือ จีนเจอสังคมสูงอายุในระดับที่เศรษฐกิจเติบโตประมาณ 7% ในขณะที่ของไทยอยู่แค่ 3-4% ฉะนั้นเราคงต้องเจียมตัวมากกว่าจีน                                          

More Reports