Policy Watch

Policy Watch - กันยายน 2557

6  ข้อสังเกตเรื่องภาษีมรดก

ภาษีมรดกได้กลายเป็นประเด็นที่มีคนถกกันในวงกว้าง  อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาการพูดคุยยังอยู่บนข้อจำกัดด้านข้อมูล หรือแม้แต่ร่าง พ..บ. ภาษีการรับมรดกเองก็ยังไม่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ ด้วยเหตุนี้สถาบันอนาคตไทยศึกษาจึงได้พยายามรวบรวมข้อมูลพื้นฐานต่างๆ เพื่อจัดทำบทความชิ้นนี้ขึ้นเพื่อให้การถกเรื่องดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานของข้อมูล และนำมาสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่มีประโยชน์

ข้อ 1 มีเพียง 13 ประเทศจาก 45 ประเทศ[1] ที่มีการจัดเก็บภาษีมรดกอยู่ในปัจจุบัน จาก 45 ประเทศที่สำรวจซึ่งประกอบด้วยประเทศในยุโรป อเมริกาเหนือ ญี่ปุ่น และอาเซียน ส่วนใหญ่ประเทศที่เก็บภาษีมรดกเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว  มีเพียง 2 ประเทศในเอเชียที่เก็บภาษีมรดก คือ ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ โดยส่วนใหญ่จะจัดเก็บภาษีจากผู้ได้รับมรดก มีเพียง 3 ประเทศ คือ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และสหรัฐอเมริกา ที่เก็บภาษีจากกองมรดก  สำหรับประเทศไทยจะเป็นการเก็บจากผู้ได้รับมรดก

ข้อ 2 อีก 12 ประเทศเคยใช้ภาษีมรดก แต่ปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว  เช่น สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และแคนาดา เป็นต้น ซึ่งเหตุผลที่ยกเลิกเพราะว่า ต้องการสร้างแรงจูงใจให้ต่างชาติเข้ามาสะสมทุน (สิงคโปร์) เนื่องจากมีการหลีกเลี่ยงภาษีมาก  และไม่คุ้มค่ากับต้นทุนในการบริหารจัดการ (ออสเตรเลีย) เพราะนำภาษีกำไรจากการขายทรัพย์สินมาใช้แทน (แคนาดา) เพื่อลดภาระในการโอนธุรกิจครอบครัวให้รุ่นลูก (นอร์เวย์ที่เพิ่งยกเลิกในปี 2014) และเพราะค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสูงมาก ทำให้เหลือรายได้สุทธิเข้ารัฐน้อย (สหรัฐอเมริกากำลังพิจารณายกเลิก)

ข้อ 3 การเก็บภาษีมรดกที่ 10% จำทำให้เราติด 1 ใน 5 ของประเทศที่มีอัตราภาษีมรดกเริ่มต้นสูงสุด จากข้อมูลที่มีการเปิดเผย อัตราภาษีที่จะเก็บ คือ 10% ของทรัพย์สินมรดกสุทธิที่มีมูลค่าเกิน 50 ล้านบาท ประเภทของสินทรัพย์ที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมรดก คือ ทรัพย์สินที่มีการลงทะเบียนไว้เป็นหลักฐาน เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ พันธบัตร และหุ้น เป็นต้น ถ้าไทยใช้เก็บภาษีมรดกในอัตรา 10% ซึ่งเป็นอัตราเดียวกันกับญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์ แต่ประเทศดังกล่าวมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าไทย 7-8 เท่า

ข้อ 4 มี 9 จาก 13 ประเทศที่เก็บภาษีมรดกแบบก้าวหน้า โดยจะเก็บเป็นขั้นอัตราภาษีที่สูงขึ้นตามมูลค่ามรดกที่เพิ่มขึ้น ประเทศที่มีอัตราภาษีสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สวิสเซอร์แลนด์ (55%) ญี่ปุ่น (50%) และฝรั่งเศส (45%) สำหรับประเทศไทยหากเก็บอัตราคงที่ที่ 10% จะเป็นอันดับรองสุดท้าย (อันดับสุดท้ายคืออิตาลีเก็บที่ 4%) การเก็บภาษีมรดกในอัตราก้าวหน้าทำให้บางประเทศที่อาจจะเก็บภาษีมรดกตั้งแต่มูลค่าต่ำกว่าเรา  แต่ก็เก็บด้วยอัตราที่ต่ำกว่า ยกตัวอย่างเช่น เยอรมนีจะเริ่มจัดเก็บภาษีกับมรดกที่มูลค่าตั้งแต่ 18 ล้านบาทเท่านั้น  และก็เริ่มที่อัตราที่ต่ำกว่าคือ 7% จากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มอัตราภาษีขึ้นเรื่อยๆ จนสูงสุดที่ 30% เมื่อมูลค่ามรดกมากกว่า 550 ล้านบาท ประเทศไทยจัดเก็บภาษีกับมูลค่ามรดกขั้นต่ำ 50 ล้านบาท ที่อัตรา 10%  ส่วนประเทศอิตาลีจัดเก็บกับมรดกที่มูลค่าตั้งแต่ 41 ล้านบาท และใช้อัตราคงที่ที่ 4%

ข้อ 5 การเก็บภาษีมรดกจะทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมการออม เช่น โยกย้ายสินทรัพย์ไปไว้ที่ต่างประเทศหรือสะสมทรัพย์สินที่ไม่ต้องขึ้นทะเบียนเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีมรดก กลุ่มที่มีทรัพย์สินมากมีแรงจูงใจจะหลีกเลี่ยงมากกว่า ทำให้มีต้นทุนสูงในการจัดเก็บ  เช่นกรณีประเทศอังกฤษที่เก็บภาษีมรดกในอัตราที่สูง (36%) ต้องลงทุนงบประมาณกว่า 5 หมื่นล้านบาทระหว่างปีงบประมาณ 2010-2015 เพื่อต่อต้านการหลีกเลี่ยงภาษีมรดกโดยการโยกย้ายเงินไปไว้ที่ประเทศอื่น[2] และจะทำให้ผลประโยชน์ไปตกอยู่กับประเทศที่เป็นศูนย์กลางในการบริหารกองทุนทรัพย์สินส่วนบุคคล แบบ offshore ในภูมิภาคอย่างประเทศฮ่องกง และสิงคโปร์ เป็นต้น ประเทศที่มีประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีอย่าง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ก็ยังยกเลิกภาษีมรดกเพราะเรื่องต้นทุน ทรัพย์สินบางประเภท เช่น ที่ดินจะหลีกเลี่ยงการเก็บภาษีได้ยากกว่า ภาษีที่ดินอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมมากกว่าภาษีมรดก

ข้อ 6 ภาระภาษีที่มีอยู่ระหว่างทางนั้นมีไม่น้อยอยู่แล้ว การดูภาระภาษีก็ต้องดูให้ครบถ้วน จะดูเฉพาะภาษีมรดกอย่างเดียวไม่ได้ เพราะก่อนที่จะกลายเป็นมรดกก็ต้องเสียภาษีมาไม่น้อยระหว่างทาง เช่น ภาษีที่เก็บจากรายได้  เก็บจากเงินปันผล เก็บจากดอกเบี้ย  และประเทศไทยเองก็มีการจ่ายภาษีหลายประเภท และในอัตราที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์

เรื่องนี้จะยิ่งมีความสำคัญโดยเฉพาะสำหรับ SME ที่มรดกก็คือทุนส่วนหนึ่งของกิจการ ประเทศนอร์เวย์ก็เพิ่งยกเลิกภาษีมรดกในปี 2014 เหตุผลหนึ่งคือเพื่อไม่ให้เป็นภาระในการโอนกิจการของครอบครัว  เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมจะขอยกตัวอย่างในกรณีที่เจ้าของ SME ได้กำไรเพิ่มขึ้น 100 บาท ว่าจะต้อง จ่ายภาษีอะไรบ้าง  เริ่มแรกจะต้องจ่ายภาษี 20% ของกำไร เป็นเงิน 20 บาท เงินที่เหลือ 80 บาท ถ้าจ่ายเป็นเงินปันผล ก็จะถูกหักภาษีอีก 10% เท่ากับ 8 บาท ถ้าเขาออมเงินที่เหลือ 72 บาท ด้วยการซื้อพันธบัตรรัฐบาลไทย อายุ 10 ปีจ่ายดอกเบี้ยที่ 3.45% ต่อปี พบว่า ณ สิ้นปี เงินออมที่ได้รับจริงจะเท่ากับ 74 บาท  ถ้าหากเขาต้องการมอบเงินออมนี้ให้กับลูกของเขา จะต้องจ่ายภาษีมรดกอีก 10% เท่ากับ 7 บาท  ดังนั้นกำไร 100 บาทที่เกิดขึ้น จนกระทั่งกลายเป็นมรดกให้กับลูกจะเหลือเพียง 67 บาท  ทำให้กำไรหายไปถึง 33 บาท  ในขณะที่เจ้าของ SME ที่อยู่ที่ประเทศสิงคโปร์จะมีกำไรส่วนที่หายไป 15 บาทหรือเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น  เพราะเก็บภาษีน้อยชนิดกว่า และในอัตราที่ต่ำกว่า

Note: สมมุติให้เจ้าของ SME ต้องเสียภาษีเงินได้ส่วนบุคคลส่วนเพิ่มในอัตรา 20% และเลือกหักภาษีเงินปันผลและภาษีดอกเบี้ยแบบหัก ณ ที่จ่าย ที่อัตรา 10% และ 15% ตามลำดับ, พันธบัตรรัฐบาลสิงคโปร์อายุ 10 ปี จ่ายดอกเบี้ย 2.95%

ข้อเสนอเรื่องภาษีมรดก

จากข้อสังเกตที่กล่าวมาข้างต้น  จึงขอสรุปเป็นข้อเสนอดังต่อไปนี้

•  อัตราภาษีมรดกไม่ควรสูงถึง 10%  เพราะเราจะเป็นประเทศที่เก็บอัตราภาษีเริ่มต้นสูงเท่ากับญี่ปุ่น หรือเนเธอร์แลนด์ที่รวยกว่าเรา 7-8 เท่า

•  มูลค่ามรดกที่เริ่มเก็บไม่ควรต่ำกว่า 50 ล้านบาท เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนและเบียดบังทุนของ SME  และควรพิจารณาปรับตามเงินเฟ้อในแต่ละช่วงเวลา 

• ต้องคำนึงถึงประเด็นการบริหารจัดการให้รอบด้าน และกฎเกณฑ์การบังคับใช้ที่ชัดเจน เช่น สินทรัพย์ที่จดทะเบียนภายใต้ชื่อนิติบุคคลจะนำมารวมในกองมรดกหรือไม่ ถ้าสินทรัพย์ไม่สามารถซื้อขายเปลี่ยนได้โดยง่าย จะสามารถผ่อนชำระได้หรือไม่

•  ให้คนสามารถเลือกว่าจะบริจาคให้สาธารณะโดยตรง หรือจะจ่ายเป็นภาษีเข้ารัฐ 

ที่ควรมีทางเลือกให้บริจาคได้ก็เพราะการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืนนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเก็บภาษีจากคนรวย  แต่ขึ้นอยู่ว่ารัฐบาลจะนำเงินภาษีนั้นไปเพื่อการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมของคนในสังคมหรือไม่  และเงินที่รัฐใช้นั้นเกิดความคุ้มค่าเพียงใด  ซึ่งหลายองค์กรการกุศลที่ทำงานเกี่ยวกับการสร้างโอกาสให้กับประชาชนก็อาจจะทำหน้าที่ได้ดีไม่แพ้รัฐบาลเช่นกัน  เพราะที่ผ่านมาหลายรัฐบาลก็พบว่าผลการดำเนินงานไม่ค่อยดีนักในด้านประสิทธิภาพของรัฐบาล (อันดับ 88 ด้านประสิทธิภาพของรัฐบาล)[3] และยังมีแรงจูงใจที่จะเกิดการตรวจสอบความคุ้มค่าของการใช้จ่ายเงินมากกว่าด้วย


[1] จากรายงาน International Estate and Inheritance Tax Guide 2013 ที่จัดทำโดย Ernst & Young และ ASEAN Tax Guide ที่จัดทำโดย KPMG International

[2] HM Revenue and Customs, UK “No safe havens: Our offshore evasion strategy 2013 and beyond”

[3] จากการจัดอันดับโดย Worldwide Governance Indicator โดย World Bank

ดาวน์โหลดเอกสาร

  • เอกสาร "Policy Watch : 6 ข้อสังเกตเรื่องภาษีมรดก"
    Downloads

More Reports