Conference Speech & Interview

Special Speech : “ก้าวใหม่ประเทศไทย เดินหน้าสู่โหมด (Mode) ปฏิรูป”

“ก้าวใหม่ประเทศไทย เดินหน้าสู่โหมด (Mode) ปฏิรูป”


โดย :  ศาสตราพิชาน ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ 

(จากงานสัมนาเวทีสาธารณะ “ก้าวใหม่ประเทศไทย เดินหน้าสู่โหมด (Mode) ปฏิรูป” วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2557)

หัวข้อของงานในวันนี้ ผมรู้สึกว่าคงจะเป็นสิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่กังวลว่าการปฏิรูปนั้นมันจะมีโอกาสเกิดขึ้นหรือไม่ในประเทศไทย  เพราะว่าเราพูดถึงการปฏิรูปบ่อยครั้งมากในอดีต  และทุกครั้งที่มีกระแสผลักดันให้มีการปฏิรูป  ก็จะออกมาในลักษณะการตั้งคณะกรรมการ  และคณะอนุกรรมการชุดแล้วชุดเล่า และก็จบลงตรงนั้นพร้อมกับข้อเสนอแนะเต็มไปหมด  แต่ไม่มีสักครั้งหนึ่งที่เราจะได้เห็นว่าการปฏิรูปนั้นเริ่มเดินหน้าอย่างจริงจัง  ครั้งนี้สถานการณ์ทางการเมืองของเรามันเริ่มปะทุ  จุดกระแสการปฏิรูปนี้เกิดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เราเห็นความตื่นตัวขนาดใหญ่  เราเห็นความพยายามของทุกๆ ภาคที่จะออกมาแสดงความเห็นอันหลากหลายว่าจะปฏิรูปประเทศ  ปฏิรูปอย่างไร ปฏิรูปอะไรบ้าง  นี่เป็นสิ่งที่น่ายินดีแต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าภายใต้เงื่อนไขใด  สิ่งที่เกิดขึ้นนี้มันจะไม่สูญเปล่า และจะถูกนำไปใช้อย่างจริงๆ จังๆ  วันนี้ผมก็เลยขออนุญาตแบ่งปันความคิดเห็นในฐานะที่เคยอยู่ในกลไกอำนาจรัฐ  ในฐานะที่เคยทำงานร่วมกับภาคเอกชนและภาคประชาชน และก็ในฐานะของประชาชนคนไทยคนหนึ่งซึ่งอายุเริ่มเข้าสู่เกณฑ์ของพลเมืองอาวุโส (senior citizen) ฉะนั้นกรุณาอย่าพูดถึงเรื่องของแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีผมยังล้อเล่นกับที่บ้านว่าปล่อยให้คนที่อายุ 80  ดูแลกันและกันไปอย่างนี้  พวกลูกหลานโตหมดแล้ว

ผมคิดว่ามี 2-3 เงื่อนไขสำคัญที่พอจะทำให้การปฏิรูปเกิดขึ้นในเมืองไทยได้  เงื่อนไขสำคัญประการแรกก็คือ เงื่อนไขด้านสถานการณ์  เมื่อเช้านี้พอเปิดหนังสือพิมพ์ เห็นข่าวเรื่องเด็กเสียชีวิต  เรียนตรงๆ ว่าหมดอารมณ์ที่จะมาพูดเรื่องปฏิรูป  ผมมีความรู้สึกว่าถ้าเราจะให้ปฏิรูปมันเดินหน้าได้จริง  สถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังพัฒนาไปสู่ความรุนแรงมากๆ และสภาพการณ์ที่มันชะงักงันของอำนาจรัฐที่ไม่สามารถกำกับหรือบริหารจัดการบ้านเมืองได้จะต้องพยายามหาทางให้มันยุติและควรจะให้ยุติด้วยดีโดยเร็ว  เมื่อประมาณ 3-4 เดือนที่ผ่านมา  ประมาณช่วงปลายปีที่แล้วทางสถาบันอนาคตไทยศึกษาได้จัดงานสัมมนาขึ้นครั้งหนึ่งในครั้งนั้นผมเคยเรียนในที่นั้นว่า ในขณะที่คนกำลังเถียงกันว่าเศรษฐกิจไทยกำลังถดถอยหรือเปล่า  ผมก็เรียนให้ทราบว่าเศรษฐกิจไทยนั้นไม่เพียงแต่ถดถอยแต่ว่ามันกำลังทรุด มันทรุดเพราะว่าเสาหลักที่มันค้ำจุนเศรษฐกิจ 4 เสาสำคัญ ไม่ว่าส่งออก การใช้จ่ายรัฐบาล การบริโภค การลงทุน มันเริ่มผุกร่อนและมันไม่มีแรงผลักดันที่เพียงพอ  ตัวเลขสภาพัฒน์ออกมาแล้วไตรมาสสุดท้ายเติบโตจากไตรมาส 3 เพียง 0.6% โดยไตรมาส 3 ขยายตัวที่ 2.7%  ทั้งปีโตเพียง 2.9% เมื่อปีที่แล้วเทียบกับปีก่อนหน้านั้นโตประมาณ  6.5%  สิ่งต่างๆ เหล่านี้เราก็ถือว่ามันย่ำแย่แล้ว  แต่กราบเรียนตรงๆ ว่า ณ ขณะนี้ ที่ผ่านมาเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์เศรษฐกิจของไทยกำลังหดตัวลึกลงไปกว่านั้นอีก ถ้าท่านไม่เชื่อท่านก็คอยดูผลประกอบการของบริษัท หรือยอดขายของธุรกิจประมาณ 2-3 เดือนนี้ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ประการแรกเลยเรื่องของชาวนาเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องของปัญหาข้าว ชาวนามีในเมืองไทยผมว่ามีอย่างน้อยๆ 30-40 ล้านคนแน่นอน เวลาที่ชาวนาไม่มีเงินใช้จ่าย มัลติพลายเออร์ เอฟเฟ็คท์ (Multiplier effect) หรือผลทวีคูณมันรุนแรงมหาศาล ในอดีตสมัยที่เกิดวิกฤตปี 40 เรารอดมาได้เพราะว่าภาคเกษตร ชาวนานั้นไม่ถูกกระทบเลย มีคำกล่าวบอกว่าถ้าชาวนาตาย 1 คน พ่อค้าตาย 100 คน มันเป็นเรื่องจริงพอชาวนาไม่มีรายได้ อำนาจซื้อของทั้งประเทศทรุดหายไปทันที  วันนี้ยอดขายสินค้าซึ่งตามปกติแล้วเวลาเศรษฐกิจไม่ดี มักจะขายดีเช่นสินค้าประเภทยาชูกำลัง สินค้าประเภทบะหมี่ แม้แต่วันนี้ยอดขายยังทรุดเลย หมายความว่าอะไรหมายความว่า ความเดือนร้อนเรื่องรายได้ทั้งหลายมันไม่ใช่แค่ชั้นบนชั้นกลางมันลงไปถึงชั้นล่างซึ่งจะต้องพยายามกระเสือกกระสนให้อีกชีวิตดำเนินอยู่รอดได้ ภาวะเช่นนี้เมื่อเราดูถึงอารมณ์แห่งการจับจ่ายของคนชั้นกลางและคนทั่วประเทศในขณะนี้จะหายไป ตัวนี้พลังขับเคลื่อนที่ว่ามันอ่อนอยู่แล้ว มันอ่อนลงไปอีก 

เวลาเรามาดูที่ตัวรัฐบาล การที่เราไม่มีรัฐบาลจริงๆ การตัดสินใจหลักๆ ทำไม่ได้  อำนาจในการสั่งการงบประมาณมีจำกัด  แรงพลังตัวนี้มันหายไปและจะยิ่งหายไปมากขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้ภาวะอย่างนี้ และถ้าเรามองดูรอบตัวของเรา การลงทุนมันชะงักแน่นอน ที่ฝันว่าจะมีคนลงทุน 4-5 แสนล้านบาท เรียกว่าฝันกลางวัน  คนไทยผมก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องฝัน ทำไมไม่ดูความเป็นจริง ถ้าสถานการณ์ในการลงทุนแบบนี้ไม่มีนักธุรกิจคนไหนที่จะยอมลงทุนเพิ่ม การท่องเที่ยวเดี๋ยวนี้นักธุรกิจญี่ปุ่นเวลามาเมืองไทยก็ไปพักแถวสุวรรณภูมิ ให้นักธุรกิจไทยไปพบแถวนั้น ปฏิกริยาลูกโซ่ของปัจจัยเหล่านี้มันจะทำให้เศรษฐกิจไทยค่อยๆ จมดิ่ง และลึกลงไป  เหมือนก้อนน้ำแข็งที่กำลังละลาย  แต่ที่เป็นห่วงมากๆ ไม่ใช่แค่นั้น ภาพความรุนแรงที่มันปรากฏขึ้นมา สภาพประชาชนซึ่งแตกแยก ความชุลมุนวุ่นวาย สภาพต่างๆ เหล่านี้ล้วนแต่ออกไปสู่สายตาชาวโลก  มันมีผลกระทบอย่างแรงต่อ ความมั่นใจ ความเชื่อใจในระดับสากล (International Trust) ที่มีต่อเมืองไทยมันจะหายไปเรื่อยๆ  ยิ่งในช่วงเวลาขณะนี้เวลาที่คุณจะต้องมีการเซ็นสัญญาส่งออกต่างประเทศจะไม่มีใครเชื่อเครดิตเมืองไทยอีกต่อไป เพราะคุณเป็นประเทศที่ไม่มีรัฐบาลที่แน่นอน ไม่รู้ว่าจะจบกันเมื่อไหร่ สถานการณ์แบบนี้ เรียกได้ว่าเรากำลังเปิดประตูแล้วเดินเข้าไปในโซนที่เรียกว่า Failed State (รัฐที่ล้มเหลว ผู้ถอดความ) เรียบร้อยแล้ว เป็นประเทศที่ล้มเหลวแล้ว  เรากำลังเปิดประตูเดินเข้าไปแล้วอย่าเดินลึกเข้าไปกว่านี้อีกเลย เพราะเพียงเท่านี้บรรยากาศแบบนี้ท่านคิดหรือว่าจะสามารถที่จะปฏิรูปอะไรได้ แทนที่จะมีการปฏิรูปเดินหน้า  มันกลับกำลังผลักเมืองไทยให้เข้าสู่มุมอับ ทำอะไรไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าถ้ามันเข้าทางมุมอับเมื่อไร มันกำลังสร้างปัญหาใหญ่ในอนาคตที่รัฐบาลข้างหน้าต้องมาตามแก้ไข และจะถูกบดบังไม่ให้มีโอกาสไปทำการปฏิรูปอย่างจริงจัง เพราะปัญหาเฉพาะหน้าจะเต็มไปหมด ฉะนั้น ผมคิดว่าเงื่อนไขสำคัญถ้าคุณอยากเห็นการปฏิรูปจริงๆ คือสภาพการเมืองที่รุนแรง ชะงักงัน ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ต้องหาทางยุติโดยเร็ว

เงื่อนไขประการที่สอง เป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับผู้นำ และสภาวะผู้นำการปฏิรูปมันเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง การปรับปรุงประเทศ  มันกระทบต่ออนาคต ต่อชีวิต ความเป็นอยู่ของคนไทยทั้งประเทศในอนาคตข้างหน้า มันเกี่ยวข้องกับการเลือกเส้นทางเดินเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากร เกี่ยวกับความพยายามระดมพลังทั้งมวลให้มีเอกภาพในประเทศ เพื่อขับเคลื่อนปฏิรูปได้อย่างแท้จริง  และยิ่งถ้าเป็นการปฏิรูปที่กระทบคนหมู่มาก กระทบธรรมเนียมปฏิบัติ กระทบสิ่งซึ่งประชาชนเคยชินหรือคุ้นเคย  การปฏิรูปเหล่านั้นในทางปฏิบัติยิ่งยากเย็นยิ่งขึ้น  ฉะนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีผู้นำซึ่งไม่ใช่นั่งเป็นประธานคณะกรรมการ  แต่จะต้องลงมากำกับ ผลักดัน ขับเคลื่อน ให้กำลังใจกับทุกฝ่าย ให้สามารถเอาชนะกับอุปสรรคเหล่านั้นได้  ถ้าลองคิดดูว่าเอาแค่เรื่องคอรัปชั่นเรื่องเดียวไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย ถ้าผู้นำไม่ลงมาขับเคลื่อนด้วยตัวเองแล้วมันไม่มีทางเกิดขึ้นหรอกในประเทศอย่างนี้  

ฉะนั้น เรื่องผู้นำเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำที่เรียกกันว่า Transformation Leader หรือผู้นำที่สามารถนำความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จริงๆ ผู้นำประเภทนี้คืออะไร  คือคนที่รู้ปัญหา มีวิสัยทัศน์เพียงพอ และที่สำคัญคือสามารถสื่อวิสัยทัศน์เหล่านั้นให้ประชาชนที่เห็นต่าง เห็นคล้อย เข้าใจ สามารถที่จะ ให้แรงบันดาลใจ กระตุ้นให้ทุกคนมีความต้องการที่จะร่วมกันในการปฏิรูป หรือเวลาเจออุปสรรคก็ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะเดินไปข้างหน้า  รู้จักใช้คนต่างๆ ที่เหมาะสมในการที่จะก้าวเดินไม่ใช่ผู้นำที่ตั้งแค่ประธานอนุกรรมการ หรือ คณะกรรมการ คุณถึงจะเห็นว่าเรื่องการปฏิรูปเดินหน้าได้จริงๆ เราต้องอย่าหลอกตัวเอง ในอดีตเราเคยเห็นผู้นำที่ชื่อว่า bureaucratic style (สไตล์ข้าราชการ ผู้ถอดความ)  คือแล้วแต่ว่าราชการเสนอความเห็นว่าอย่างไร  เราเคยเห็นผู้นำประเภทผู้แทน  แล้วแต่จะมีคนแนะนำหรือบอกว่าให้ทำอะไร  เราเคยเห็นผู้นำประเภทที่คิดค้นวิธีการต่างๆ ที่ถูกใจประชาชนและได้คะแนนเสียง  บ่อยครั้งที่เราเห็นผู้นำประเภทที่เรียกว่าผู้นำตามสถานการณ์ ซึ่งเหมาะสมกับสถานการณ์ ณ ขณะนั้น  แต่ในบางครั้งอยู่ได้ไม่นาน พอหมดวาระก็ไม่มีโอกาสแตะเอื้อมปฏิรูปได้อีกเลย  แต่เราไม่ค่อยได้เห็นผู้นำที่มีความมุ่งมั่นและสามารถนำการเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ ในประเทศนี้  ในอดีตเราเคยเห็นสมัยพระพุทธเจ้าหลวง ร.5 ท่านเป็น ทรานสฟอร์เมชั่น ลีดเดอร์ (Transformation Leader) ที่แท้จริงในเมืองไทย  เราเห็นเติ้งเสี่ยวผิง สิงคโปร์มี ลีกวนยู ฉะนั้นถ้าท่านอยากจะเห็นปฏิรูปเดินไปข้างหน้า  หาให้พบค้นให้เจอก็แล้วกัน

เงื่อนไขประการที่สาม เป็นเงื่อนไขของการบริหารจัดการที่มุ่งหวังผลจริงๆ โดยปกติเวลาที่คุณปฏิรูปคุณต้องมีจุดมุ่งหมาย จุดมุ่งหมายใหญ่ว่าเพื่ออะไร  สมมุติคุณต้องการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม คุณต้องการยกระดับความสามารถเชิงแข่งขันของประเทศ หรือว่าคุณต้องการขจัดคอร์รัปชั่น  การปฏิรูปคุณต้องพยามแตกจุดมุ่งหมายใหญ่เหล่านี้ซึ่งเป็นนามธรรมออกมาให้เป็นวาระหรือ Agenda ที่ชัดเจนพอที่จะสามารถระดมพลังเพื่อแก้แทนสิ่งเหล่านั้นได้  Agenda เหล่านี้มีความสำคัญมากยกตัวอย่าง เช่น ถ้ารู้จุดม่งหมาย 3 ประการที่ว่า  คุณมี Agenda หลักเช่นเรื่องของการศึกษา เรื่องของการปฏิรูปเกษตร เรื่องของการปฏิรูปการคลัง  เรื่องของการปฏิรูปงบประมาณ อย่างนี้เป็นต้น แต่ละ Agenda จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ก่อให้เกิดการผลักดันได้ แต่ละ Agenda แต่ละวาระ เหล่านี้ จะต้องอยู่ภายใต้กำกับของบุคคลที่ต้องรับผิดชอบ เป็นผู้นำขับเคลื่อนในสิ่งเหล่านี้ ซึ่งบุคคลนี้ที่จะมาดูแต่ละวาระนั้น ต้องเป็นคนที่มีความรู้ในสิ่งเหล่านั้น อาจจะเป็นรัฐมนตรีอาวุโส หรืออาจจะเป็นผู้นำจากภายนอกซึ่งมีความสามารถ มีความเชี่ยวชาญเป็นที่ยอมรับในสิ่งเหล่านั้น แล้วแต่ละท่านเหล่านี้ที่จะมากำกับ และก็ดูแลบริหารงานควบคู่ไปกับบุคลากรฝ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง  และมี Accountability (ความรับผิดรับชอบ-ผู้ถอดความ)   ใครเป็นคนที่จะเป็นหัวโจกดูแลในสิ่งเหล่านั้น เช่น คุณมี 1 คนดูแลการศึกษา  โดยคนๆ นี้ต้องเกี่ยวข้องกับทุกๆ ฝ่าย และก็ลงไปทำงาน  ไปขับเคลื่อนร่วมกับภาคส่วนต่างๆ

ที่สำคัญก็คือว่าจะต้องมีการรายงานความก้าวหน้านั้นสู่สาธารณะอย่างเป็นที่ประจักษ์ คุณมีวาระ เสร็จ  ที่สำคัญคือคุณไม่ต้องเริ่มจากศูนย์เครือข่ายขณะนี้มีการถกกันเรื่องการปฏิรูปเต็มไปหมดเลย ทำอย่างไรที่จะไปต่อยอดกับสิ่งเหล่านั้น  อันนี้คือสิ่งสำคัญไม่ต้องไปเริ่มใหม่ เพียงแต่ว่าจะต้องเข้าไปคุยกับแต่ละเครือข่าย ส่วนที่คุณคิดว่าถูกต้อง  ผู้นำเหล่านั้นต้องเอามาใช้ สิ่งที่คิดว่ายังไม่สามารถใช้ได้ก็อย่าเพิ่งใช้  ผมไม่ได้หมายความว่ามีข้อเสนอ 100 อย่าง คุณต้องเอา 100 อย่าง อย่างนั้นเละแน่นอน  แต่คนที่นำ ต้องรู้ว่าอะไรที่เหมาะสม แต่ถ้าคุณเลือกคนผิด แต่ละคนที่คุมแต่ละ Agenda คุณก็จะไม่เห็นความคืบหน้าเลย  และที่แน่นอนก็คือว่าเมื่อคุณมีคณะสิ่งเหล่านี้ซึ่งเหมือนประหนึ่งเป็น cabinet (คณะบุคคล) ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป  คุณต้องมี Law maker (ผู้บัญญัติกฎหมาย) ที่ให้การสนับสนุนท่าน ทุกอย่างมันจะไปสู่เรื่องของการออกกฎหมายตัวกติกา  ฉะนั้นถ้าคุณมีตัวแทนที่ไม่ประสีประสา มุ่งเรื่องการเมืองมากกว่าเรื่องการปฏิรูป  คุณจะไม่มีโอกาสเห็นเลย ฉะนั้นเงื่อนไขต่างๆเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นของเรื่องการบริหารจัดการเพื่อให้สามารถมีเป้า มี KPI ที่วัดได้อันนี้เดี๋ยวท่าน ดร.เศรษฐพุฒิ สามารถขยายความได้ในรายละเอียด

เงื่อนไขประการที่ สี่ เป็นเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนสังคม  เหตุผลประการที่ 1 จริงๆ แล้วการปฏิรูปไม่ใช่การแก้กฏหมาย แต่มันคือการที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในสังคมจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่งที่มันดีกว่าถ้ามันเกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนสังคม ปรับเปลี่ยนทัศนคติ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม  ถ้าคุณไม่สามารถไป Engage หรือไปดึงเอาภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องทำให้พวกเขารู้สึกว่าเป็นโครงการของเขาเอง เป็นเรื่องของเขา  แม้ว่าคุณจะไปเปลี่ยนพฤติกรรมพวกเขาอย่างเดียวแล้วไม่ให้ความเป็นเจ้าของทำอย่างนั้น  ไม่มีทางสำเร็จเลย มันก็จะลอยอยู่ในอากาศแล้วก็จะเกิดการต่อต้านหรือขับเคลื่อนได้ช้า  เรื่องคอร์รัปชั่นเป็นต้น ถ้าคุณไม่สามารถให้มันซึมไปถึงความรู้สึกนึกคิดของประชาชนให้ช่วยกันคิดค้นวิธีการมันก็ไม่มีทางขับเคลื่อนได้เลย  ประการที่ 2 ผมคิดว่าขณะนี้การเมืองไทยมันเปลี่ยน  มันไม่ใช่แนวดิ่งเพราะความตื่นตัวของประชาชนที่เริ่มรู้ว่าเสียงพวกเขามีความหมาย  ชนชั้นกลางเริ่มดีขึ้น ว่าเขาเริ่มรู้สึกว่าต้องการมีสิทธิ์มีเสียงมีส่วนร่วม ว่าประเทศนี้ เขาต้องการแบบนี้  ฉะนั้นภายใต้กรอบเช่นนี้การปฏิรูปก็คือการให้เข้ามาร่วมการขับเคลื่อนไปพร้อมกับประชาชนให้เข้าใจ พูดง่ายๆ คือใช้พลังพลเมือง  ให้เป็นพลังในการขับเคลื่อนอย่างแท้จริง  ฉะนั้นมันจะต่างกับการที่ว่าปฏิรูปอะไรเขียนไว้ในหนังสือมันจะเกี่ยวข้องกับผู้นำและคนที่แต่งตั้ง  เพราะว่าแต่ละคนที่แต่งตั้งมาจะทำงานอย่างไร จะนำอย่างไร จะเกี่ยวข้องกับประชาชนอย่างไร จะเกี่ยวข้องกับสื่อมวลชนอย่างไร

เงื่อนไขสุดท้ายถ้าคุณไม่มีภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ ผมคิดว่าอันนี้สำคัญที่สุดมันจะไม่ประสบความสำเร็จ การปฎิรูปในบางครั้งมันจะถูกหยุดชะงักด้วยเหตุการณ์บางอย่าง บางกรณี มันจะจางหายไป เมื่อมันมีเรื่องอื่นที่ขึ้นมาเป็นสังคมในบางครั้งจะเผชิญอำนาจนอกระบบ เป็นต้น แต่ถ้าหากว่า ภาคประชาสังคม ซึ่งผมหมายถึง ภาคประชาชน ภาคเอกชน ภาคสื่อมวลชน ถ้าภาคเหล่านี้มีความเข้มแข็งไม่มีพลังไหนที่จะสามารถต่อต้านได้  การปฏิรูปจะต่อเนื่อง จะไม่มีรัฐบาลชุดไหนที่จะมาเล่นลิเกตั้งกรรมการแล้วก็เลิก เพราะว่าเมื่อประชาชนตื่นขึ้นมา และอยากมีส่วนร่วมว่าอันนี้สำคัญที่สุด 

เวลาผมมีแค่นี้ผมก็เสนอเงื่อนไขเท่านี้ และผมคิดว่าเมืองไทยขณะนี้แม้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่มันเกิดขึ้นมันมีสภาพของวิกฤตการณ์  แต่วิกฤตการณ์นี้มันก็สร้างโอกาสแห่งการปฏิรูปขึ้นมาเช่นกัน เราต้องถามตัวเราเองว่าเราต้องการประเทศแบบไหนเราคงไม่ต้องการประเทศที่มีฝักมีฝ่ายเต็มไปหมด  แต่ละฝ่ายเกลียดชังอีกฝ่ายโดยที่ไม่รู้จักกันด้วยซ้ำไป  เป็นประเทศที่มีแต่ความเกลียดชัง  ผมคิดว่าสิ่งที่เราต้องการจริงๆ คือ ปัญญา ปัญญาที่ช่วยพาพวกเราให้ออกไปจากวังวนอันนี้ ไปสู่การปฏิรูปที่มันดีขึ้น  จะไปถึงจุดนั้นได้ผมคิดว่าเรื่องของจิตสำนึกเรื่องของการเสียสละจากทุกฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญครับ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดเลยต้องขอขอบคุณมูลนิธิอิศราที่เชิญผมมาในวันนี้ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ  ผมพูดไปตามสิ่งที่ผมรู้สึก ขอบคุณมากครับ

 


More Reports