Conference Speech & Interview

Special Speech : โครงการ 2 ล้านล้านกับอนาคตประเทศไทย

โครงการ 2 ล้านล้านกับอนาคตประเทศไทย 


โดย :  ศาสตราพิชาน ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์
(จากงานสัมมนา Thailand Future Forum ครั้งที่ 3   "โครงการ 2 ล้านล้านกับอนาคตประเทศไทย"  วันที่ 24 เมษายน 2556)

 

จุดประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาเพื่อวิพากษ์ วิจารณ์ภาครัฐ   แต่ทำเพื่อสะท้อนมุมมองทางด้านวิชาการ มุมมองจากด้านธุรกิจ  และมุมมองจากผู้มีประสบการณ์ และข้อเสนอหลายประการที่อยากส่งต่อให้ภาครัฐ ทั้งนี้  เพื่อให้โครงการลงทุนใหญ่ในครั้งนี้เป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ  และหากเป็นไปได้  ก็จะได้หลีกเลี่ยงความเสี่ยงภัยใดๆ ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงทางการเงินหรือการคลังของประเทศ 

ผมคิดว่าสิ่งที่วิทยากรพูดในวันนี้มันชัดเจนอยู่ในตัวของมันเอง  และเชื่อว่าคนไทยทุกคนเห็นความสำคัญของการลงทุนของภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เราผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 เป็นต้นมา ประเทศไทยมีการลงทุนครั้งใหญ่และสำคัญน้อยมาก และผมขอเพิ่มเติมและฝากบางประเด็นให้พิจารณาโดยเฉพาะภาครัฐดังนี้

ประเด็นที่ 1 : เราต้องจัดลำดับความสำคัญ (Priority)  ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ  ปัญหาใหญ่ที่ประเทศไทยจะประสบและเผชิญในอนาคต ไม่ใช่ปัญหาเรื่องของคมนาคมหรือความเชื่อมโยง ที่เรามักจะเรียกกันว่า “Connectivity“     เนื่องจากโครงการเหล่านี้ไมใช่โครงการริเริ่มใหม่ เกิดขึ้นมาแล้วหลายสิบปี  เพราะในตอนนั้น เรามองเห็นว่าโลจิสติกส์เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศเพราะประสิทธิภาพมันต่ำมาก   แต่ที่ไม่ได้มีการตัดสินใจทำไปเพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องตัดสินใจ   แต่ใน สถานการณ์ปัจจุบันและในอนาคตข้างหน้า  สิ่งที่เราจะต้องเผชิญและต้องแก้ไขปัญหาให้ได้ก็คือ ปัญหาความยากจนของประเทศ ความไม่เท่าเทียมกันในการกระจายรายได้และปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ทำให้ประเทศไทยเริ่มเสียความสามารถในการแข่งขัน เพราะยังผลิตสินค้าและบริการที่มูลค่าต่ำ   เหล่านี้ล้วนทำให้ไทยไม่สามารถก้าวพ้นจากการเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง    ฉะนั้น ปัญหาเหล่านี้ควรต้องจัดการควบคู่กันไปกับปัญหาการเชื่อมโยงคมนาคม

ผมเชื่อว่ารัฐบาลตัดสินใจแล้วที่จะทำโครงการ 2 ล้านล้าน แต่ต้องแน่ใจในฐานะผู้บริหารประเทศว่าการลงทุนเหล่านี้ไม่ได้มาทดแทนหรือบั่นทอนให้การลงทุนในมิติอื่นที่สำคัญหรือสำคัญกว่าหดหายไป  นั่นหมายความว่ารัฐบาลต้องมีหน้าที่อย่างเร่งด่วนที่จะพยายามปฏิรูปเรื่องของการเกษตรให้ทันสมัย  ต้องมีการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาคและท้องถิ่นให้เข้มแข็งเพื่อให้ประชาชนมีรายได้ที่สูงขึ้น  ต้องมีการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์  เรื่องของการศึกษาและวิทยาการเพื่อทำให้ทรัพยากรมนุษย์เหล่านี้ทำในสิ่งที่มูลค่าสูงขึ้นในอนาคต  นอกจากนี้ มันยังหมายความว่ารัฐบาลจะต้องคิดล่วงหน้าว่าจะต้องมีการลงทุนในคลัสเตอร์อุตสาหกรรม คลัสเตอร์ของการท่องเที่ยว ณ จุดใดบ้างในอนาคตเพื่อให้เส้นทางคมนาคมที่รัฐบาลคิดทำอยู่ในขณะนี้ไปเกื้อกูล เชื่อมโยงให้มันประโยชน์สูงสุดในอนาคตข้างหน้า  ไม่อย่างนั้นคำว่า “Connectivity” มันก็ไม่มีความหมาย ถ้าสินค้าที่ผลิตออกมามันด้อยค่าแข่งขันไม่ได้ แล้วเราจะใช้ทางคมนาคมเพี่อขนอะไร ดังนั้น เราต้องมีการลงทุนในปัจจัยบางอย่างที่จะทำให้เรามีสถานภาพที่ไม่ด้อยไปกว่าประเทศอื่นเพื่อที่จะสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาได้  การที่ประเทศไทยอยู่ศูนย์กลางอาเซียนไม่ได้แปลว่าเราเป็น “ฮับของอาเซียน”   แต่เราจะเป็นได้ก็ต่อเมื่อเรามีทุกอย่างเหนือกว่าคู่แข่งขัน ถ้าเรามีความสามารถน้อยกว่า คำว่า Connectivity ก็คือการเชื่อมโยง (connect) เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศอื่น เช่น เราพูดถึงทางรถไฟที่เชื่อมต่อระหว่างจีนมาไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์  ถ้าเราไม่พัฒนา เราก็จะเป็นทางผ่านไปสู่ประเทศอื่นที่สมบูรณ์กว่าและเหนือกว่าเรา

ประเด็นที่ 2  : เราต้องไม่สร้างความเสี่ยงทางการเงินและการคลังของประเทศโดยไม่จำเป็น     ผมเชื่อว่าทุกคนเห็นด้วยว่าผู้บริหารโดยเฉพาะข้าราชการไทยมีความสามารถ แต่ผมเชื่อว่าทุกท่านมีความกังวลห่วงใย เพราะหากเราดูย้อนหลังกลับไป ปัจจัยสำคัญที่รัฐบาลใช้ประกอบการตัดสินใจมี 2 ตัวคือ GDP และงบประมาณขาดดุล   ถ้าดูตัวแรกคือ GDP ย้อนหลังที่ผ่านมา 5-6 ปี จะเห็นว่าบางปีติดลบ บางปี 0.1 บางปี 7 กว่า ที่มันเป็นอย่างนี้ได้เพราะการส่งออก ปีไหนการส่งออกดีก็ทำให้ GDP ดูดี  นอกนั้นตัวอื่นไม่มีความหมายเลย ส่วนตัวที่ 2 ขาดดุลมาตลอด หมายความว่าประเทศไม่สามารถสร้างรายได้ได้อย่างแท้จริง แต่ต้องอาศัยปัจจัยอื่นเข้ามาช่วยผลักดัน ซึ่งการผลักดันส่วนใหญ่มาจากการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้มาจากพลังที่มีอยู่จริงในภาคเศรษฐกิจ  หากมองไปในอนาคตข้างหน้า เศรษฐกิจโลกยังคงมีปัญหาส่งผลต่อการส่งออกของไทยที่เริ่มเห็นผลว่าสามเดือนติดลบต่อเนื่อง มันไม่ใช่ปัญหาจากค่าเงินบาทเท่านั้น แต่ความสามารถในการแข่งขันของเรากำลังลดทอน การลงทุนในประเทศหลังวิกฤติเศรษฐกิจไม่ได้กระเตื้องขึ้นเลย  ถ้าถามว่าทำไมถึงไม่มีการลงทุนในประเทศ แต่ไปลงทุนในต่างประเทศแทน อันนี้เป็นเพราะว่าความไม่แน่นอนในประเทศไทยสูงมาก ดังนั้น เราจะคาดหวังให้ตัว I – Investment สูงคงเป็นไปได้ยาก  ส่วนตัว C – Consumption ของภาคเอกชนและประชาชนก็ยังต่ำ เพราะความยากจนสูง

ฉะนั้น ถ้าเราดูสิ่งเหล่านี้จะเห็นว่าอาจมีโอกาสที่สถานการณ์จะเบี่ยงเบนจากที่รัฐบาลคาดการณ์เอาไว้ ดังนั้น เราควรเร่งเรื่องการปฏิรูป (reform) เศรษฐกิจของประเทศไทย และจะต้องขับเคลื่อน (transform) ประเทศไปให้ได้ในระยะ 7-10 ปีข้างหน้า    ที่สำคัญ ต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ เพราะมิเช่นนั้นเม็ดเงินลงทุนที่อยู่ในตัว G – Government  อาจจะช่วยประคอง GDP ให้อยู่ได้ใน 5-6 ปีข้างหน้า   ถ้าเม็ดเงินหมดแล้วแต่โครงสร้างอื่นๆ ไม่ได้เปลี่ยนในขณะที่ประเทศอื่นเปลี่ยนไปเหนือกว่าเรา  ตอนนั้น เราจะเห็นการทรุดต่ำของเศรษฐกิจไทย 

อีกตัวหนึ่งที่รัฐบาลต้องดู คืองบประมาณที่รัฐบาลบอกว่าจะให้มันค่อยๆ ลดลงมาจนสมดุลในที่สุด  แต่ถ้าเราดูจากเงื่อนไขที่กล่าวมาแล้ว รัฐบาลต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเพื่อไปพัฒนาลงทุนในด้านอื่นๆ อีกมากทีเดียว  ซึ่งหมายความว่าหน้าที่ของรัฐมนตรีคลังในวันนี้ ต้องเริ่มปฏิรูปการคลังอย่างจริงจัง  การปฏิรูปไม่ไช่การลดภาษีให้ภาคเอกชน เพราะไม่ได้ช่วยทำให้การลงทุนเพิ่ม   แต่จะขึ้นอยู่กับว่าเขาเห็นโอกาสทางธุรกิจหรือไม่   นอกจากนี้ รัฐบาลอาจพิจารณาการปฏิรูปทางด้านรายได้ของฐานภาษีว่ามีอะไรควรต้องปรับปรุงแก้ไข  เรื่องของงบประจำที่เป็นแบบไซโล ซ้ำซ้อนกันอย่างมากมาย ซึ่งถ้าเราผ่าตัดรื้อโครงสร้าง เราจะประหยัดต้นทุนได้อย่างมหาศาลเลย   ส่วนในเรื่องของรายจ่าย ไม่อยากใช้คำว่าประชานิยม แต่ขอให้เป็นการรดน้ำที่รากไม่ใช่ใบ เพราะการรดน้ำที่ใบจะเป็นการทำร้ายประชาชนในระยะยาว

ฉะนั้น   รัฐบาลต้องมุ่งมั่นในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและการคลังอย่างจริงจัง  ต้องมีผู้นำ (Leader)  และมีวาระ (Agenda) ที่ทุกกระทรวงต้องร่วมมือกันทำ   เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด และเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศในอนาคต

ประเด็นที่ 3  :  ภาครัฐต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจจากภาคประชาชนในการดำเนินโครงการใดๆ  (หรือที่เรียกว่า “Trust” )   เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะเมื่อใดที่ไม่มี Public Trust  อุปสรรคนานัปประการก็จะตามมา  ทั้งนี้ การสร้างความไว้วางใจจะมาจาก หนึ่ง การมีข้อมูลที่ครบถ้วน โดยเฉพาะในเรื่องของแผนยุทธศาสตร์ วิสัยทัศน์ และการทำโครงการเกิดประโยชน์อย่างไรกับประเทศ  และที่สำคัญต้องทำให้โปร่งใส  (Prudence and Governance)  มีระบบการวิเคราะห์ ประเมินผล เอาเอกชนมาร่วม เป็นต้น  ส่วนปัจจัยที่สองที่จะช่วยสร้างความไว้วางใจ คือ คนไทยเชื่อคนทำ ถ้าคนที่ทำเป็นคนที่น่าเชื่อถือ พวกเขาก็เชื่อ ดังนั้น รัฐบาลควรจะหาคนหรือองค์กรที่น่าเชื่อถือมาช่วยดูแล กำกับ ประสานงาน และสื่อภาพทั้งหมดไปยังสาธารณชน  การทำแบบนี้จะช่วยสร้างให้ Public Trust มันเกิดเพิ่มเติมได้

สุดท้ายนี้  ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่ดีมากๆ ชื่อว่า “The Wealth and Poverty of Nations“  ซึ่งเป็นหนังสือขายดีของนิวยอร์คไทม์  หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาว่าการที่ทุกประเทศในโลกนี้จะก้าวไปสู่ความมั่งคั่งหรือล้มเหลว มันมีข้อต่อที่สำคัญมากๆ ถ้าเราตัดสินใจถูกมันก็จะไปได้ดี  แต่ถ้าตัดสินใจผิด มันก็อาจจะลงเหว  ตัวอย่างเช่น เรื่องของสเปน ประเทศยักษ์ใหญ่ที่มั่งคั่งในอดีต  มีเรือในครอบครองจำนวนมาก ยึดประเทศต่างๆ ก็มาก แต่ที่สเปนล้มก็เพราะสเปนมุ่งที่จะไปเอาทอง เอาทรัพย์สินมีค่ามาจากประเทศที่ยึดครองแล้วก็นำไปซื้อสิ่งที่ต้องการ  ไม่ได้คิดว่าจะนำเอาความมั่งคั่งนั้นมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ดินแดนของสเปน  เมื่ออาณาจักรล่มสลายก็เป็นจุดหักเหที่ทำให้สเปนกลายเป็นประเทศเล็กและมีปัญหาในขณะนี้  ตรงกันข้ามกับอังกฤษซึ่งไม่ได้มองแค่ทองคำหรือทรัพย์สินมีค่า แต่จะไปดูว่าประเทศที่ยึดมาจะช่วยต่อยอดการผลิตได้อย่างไร จะช่วยเรื่องการค้าให้อังกฤษร่ำรวยเพิ่มขึ้นได้อย่างไร เอาฝ้ายของอินเดียมาทำการ์เม้นท์ เอาชามาทำสินค้า  ถ้าไม่เจอสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษก็คือประเทศมหาอำนาจอย่างแน่นอน

อีกประเทศคือญี่ปุ่น ประเทศที่สร้างความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล  แต่ ณ จุดหนึ่งเมื่อเกิดภาวะฟองสบู่ (Bubble) ที่สร้างความเสียหายต่อตลาดหุ้น  ทำให้เศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง  อีกทั้งปัญหาทางการเมืองที่ยืดเยื้อ   ในขณะที่บริษัทเอกชนซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมก็ปิดกั้นความคิดในเชิงสร้างสรรค์ ไม่ลงทุนใน R&D ไม่สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ  ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านั้นค่อยๆ ล้มเหลวไปทีละบริษัทเหลือเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้นในปัจจุบัน   ซึ่งตรงกันข้ามกับเกาหลีที่รู้ว่าประเทศอยู่ระหว่างจีนที่มีต้นทุนถูก และญี่ปุ่นที่มีเทคโนโลยี  เกาหลีตัดสินใจที่จะปฏิรูป (transform) โครงสร้างทางเศรษฐกิจ  ลงทุนในทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยี  สร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรม  ก่อนที่จะพูดเรื่องรถไฟฟ้าความเร็วสูง เกาหลีเริ่มสร้าง Free Economic Zone 6 แห่งเพื่อเป็นที่ตั้งอุตสาหกรรมในอนาคตเพื่อยกระดับมูลค่าการผลิตสินค้าของเกาหลีให้แข่งขันได้   นอกจากนี้ ยังทำการปฏิรูปการคลัง ผ่าตัดทางการเงินให้ทุกอย่างโปร่งใสเพื่อให้มีการลงทุนเข้ามาในประเทศ  บริษัทในฟอร์จูน 500 กว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในเกาหลีใต้   ทั้งนี้ จุดหักเหของความสำเร็จมาจากความมุ่งมั่นในการพลิกผันเพื่อปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง  ถึงกับมีหนังสือเล่มหนึ่งที่พูดถึงเกาหลีว่า “Korea: the Impossible Country” ประเทศที่ไม่น่าเป็นไปได้  ประเทศไทยก็คล้ายๆ กับเกาหลีใต้เมื่อ 10 ปีก่อน  ด้านหนึ่งเราสู้ไม่ได้เรื่องสินค้าราคาถูก  อีกด้านก็สู้เรื่องเทคโนโลยีไม่ได้ ในขณะเดียวกันเราก็กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่  ดังนั้น เราต้องรู้ว่าประเทศไทยอยู่ในฐานะอะไร คำว่า “รอบคอบ” (prudent)  เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับผู้ที่อยู่ในฐานะผู้บริหารประเทศ  เพราะต้องรับผิดชอบต่อคนทั้งประเทศ  ต้องไม่เอาประเทศไปเสี่ยง ต้องคาดการณ์ล่วงหน้า และหาทางสกัดกั้น   

More Reports