Conference Speech & Interview

Panel Discussion: จับชีพจรประเทศไทย

Panel Discussion :
จากงานสัมมนา  "จับชีพจรประเทศไทย"   วันที่ 17 ตุลาคม 2556 


 



ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี
อดีตรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงพาณิชย์

ไทยเป็นโรคชอบทำร้ายตัวเอง

เศรษฐกิจของประเทศไทยในขณะนี้อยู่ในภาวะที่อ่อนไหวง่ายและไม่มั่นคงหากมีปัจจัยเข้ามากระทบ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับร่างกายแล้ว ไม่ถือว่ามีโรคร้ายทางกาย แต่จะมีอาการคล้ายภูมิคุ้มกันบกพร่อง และมีโรคทางจิตใจ  เช่น  การชอบทำร้ายตัวเองเป็นครั้งคราว การเผาบ้านเผาเมือง

...ตอนนี้เศรษฐกิจไทยอ่อนไหวง่าย ไม่ค่อยมั่นคง เหมือนภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ทั้งนี้  การที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะที่อ่อนไหวง่ายเป็นผลมาจากไทยต้องพึ่งพาเศรษฐกิจต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง โดยเฉพาะด้านการค้าและการส่งออก นอกจากนี้ไทยยังขาดความพร้อมในการบริหารจัดการหรือรับมือต่อความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น เช่น กรณีภัยธรรมชาติ และสุดท้ายคือความไม่เป็นธรรมในระบบยุติธรรม

สำหรับสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดในระบบเศรษฐกิจไทย คือ การเป็นหนี้ ซึ่งมีทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะ และหนี้ภาครัฐ โดยมองว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับโรคติดกับดักหนี้ หรือกระบวนการแก้ปัญหาหนี้เก่าด้วยหนี้ใหม่   เนื่องจากคนส่วนใหญ่ของประเทศมีรายจ่ายเกินกว่ารายได้ ซึ่งเป็นผลมาจากพฤติกรรมการใช้จ่ายของสังคมยุคใหม่   ในขณะที่การหารายได้มีจำกัด ประกอบกับคนส่วนใหญ่ของประเทศยึดอาชีพอิสระ ซึ่งอยู่นอกระบบราชการ และระบบประกันสังคม

และที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ หนี้ภาครัฐ เพราะตอนนี้เข้าใกล้ 60% ของจีดีพีแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากโครงการประชานิยม และเกิดวัฒนธรรมการทวงสิทธิ ดังจะเห็นได้จากกรณีของสินค้าข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ข้าวโพด เป็นต้น"




ศาสตราพิชาน ดร. ทนง พิทยะ
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ประเทศกำลังเป็นเบาหวาน  ห่วงประชาชนเสพติดประชานิยม

หากจับชีพจรประเทศไทยขณะนี้คล้ายกับคนเป็นโรคเบาหวาน เนื่องจากทุกรัฐบาลใช้นโยบายประชานิยมเป็นเครื่องมือสำคัญในการหาเสียง จนทำให้ประชาชนเกิดความเคยชิน ซึ่งหากไม่มีการเยียวยาหรือแก้ไขจะรักษาได้ยาก  และเห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยขณะนี้อยู่ในภาวะที่ซึมตัว ซึ่งแม้จะมีการเติบโตอยู่บ้างแต่ก็ยังไม่มากนักเมื่อเทียบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้าน โดยสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยภายนอกในเรื่องเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก แต่ปัจจัยภายในที่สำคัญและเชื่อว่ามีผลอย่างมากคือนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ยังทำได้ไม่ถูกทิศทาง ซึ่งเห็นได้จากการที่รัฐบาลใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะที่ประเทศไทยมีอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อในระดับต่ำ และไม่ได้ประสบปัญหาการว่างงาน ซึ่งผลจากการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจึงไม่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตได้อย่างที่ควรจะเป็น

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่รัฐบาลควรจะทำคือการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นในเรื่องการเพิ่มศักยภาพการผลิต การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้รัฐบาลได้ละเลยที่จะให้ความสำคัญไป โดยเห็นว่ารัฐบาลต้องหันกลับมาส่งเสริมการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรมแทนสินค้าเกษตรหรือสินค้าขั้นปฐมให้มากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยและเป็นการสร้างรายได้เพิ่มให้แก่ภาคเกษตร

เราต้องลดประชากรภาคเกษตรลง  และให้ไปเพิ่มอยู่ในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น  ... หยุดการแจกของหวาน แต่ต้องทำให้เขามีความรู้ ให้เป็นแรงงานที่มีฝีมือ และการสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีการลงทุนเพิ่มขึ้น

สิ่งที่น่าเป็นห่วงในระบบเศรษฐกิจไทย คือ การติดกับดักรายได้ โดยรายได้ของผู้ที่มีรายได้น้อยยังไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ ขณะที่ประเทศไทยมีอัตราการว่างงานต่ำแต่เศรษฐกิจกลับเติบโตได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้น รัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการอัดฉีดเม็ดเงินไปสู่การสร้างสมรรถนะและความเข้มแข็งให้แก่แรงงานและภาคการผลิต กระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจแก่ภาคธุรกิจในการเข้ามาลงทุนไม่ว่าจะเป็นจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนต่างๆ  ตลอดจนการช่วยสนับสนุนภาคเอกชนให้มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ  มีตลาดรองรับ และสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้




คุณสมพล เกียรติไพบูลย์
อดีตประธานกรรมการ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
และอดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์

สังคมบูชาอำนาจเงินตรา 

ชีพจรของประเทศไทยยังมีปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนยังพูดถึง เปรียบได้กับมะเร็งร้ายที่ยังคงระบาดอยู่ในประเทศไทย มาจากการยอมรับความมีอำนาจที่สร้างมาจากเงิน ทำให้เกิดความเลื่อมล้ำของสังคมเกิดขึ้น 

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นควรมีการปลูกฝั่งความรู้ให้กับประชาชนและสร้างความร่วมมือในทุกๆ ฝ่ายเพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น  อย่างที่หลายประเทศ ทำได้สำเร็จ เช่น สิงค์โปร์ ฮ่องกง และญี่ปุ่น 

สำหรับเรื่องที่ยังมีความเป็นห่วงในประเทศไทย คือเรื่องการบริหารงานของภาครัฐที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ และการใช้จ่ายงบประมาณที่ยังมีการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย นอกจากนี้  ในการกำหนดนโยบายต่างๆ ของภาครัฐ  หากมีข้อทักท้วงจากสังคม รัฐบาลควรหยุดคิดก่อนที่จะตัดสินใจทำ ซึ่งปัจจุบันนี้นโยบายต่างๆ ที่สร้างปัญหา รัฐบาลยังไม่มีการรับฟังความคิดเห็นจากคนอื่นเท่าที่ควร จะให้ดำเนินโครงการต่อไปข้างหน้าอย่างเดียว และภาครัฐควรมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ดี โดยเฉพาะเรื่องที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศในระยะยาว

นโยบายที่มาจากภาครัฐส่วนใหญ่มีแต่รูปแบบแต่ไม่มีสาระ มีแต่ปริมาณไม่มีคุณภาพ และการทำงานมียุทธศาสตร์มากมายออกมาแต่การดำเนินงานไม่ตรงตามยุทธศาสตร์ หรือเรียกว่า "ไม่มีกลยุทธ์"




คุณทศ จิราธิวัฒน์
กรรมการผู้จัดการใหญ่
บริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด

มองไทยให้เป็นศูนย์กลางเออีซี

ประเทศไทยเป็นประเทศที่คนทั่วโลกนั้นยอมรับ มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี กรุงเทพฯ ถูกจัดอันดับเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับ 1 แต่สิ่งสำคัญที่ประเทศไทยยังต้องพัฒนาคือการผสมผสานวัฒนธรรมไทยให้เข้ากับสากล ทำให้มีความทันสมัยและเข้าถึงได้ง่าย

นอกจากนี้การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC) ในปี 2558 เศรษฐกิจของประเทศไทยจะไม่เป็นเพียงเศรษฐกิจในประเทศอย่างเดียว  แต่จะหมายรวมเป็นเศรษฐกิจในภูมิภาค ซึ่งประเทศไทยควรมองตนเองให้เป็นศูนย์กลางเหมือนอย่างที่ประเทศอื่นๆ หลายประเทศก็มองว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางใน AEC

ส่วนปัญหาที่ยังเป็นห่วงในประเทศไทย คือเรื่องภาษาในการสื่อสารกับต่างชาติ  เนื่องจากประเทศไทยติดอันดับเกือบสุดท้ายที่มีคนพูดภาษาต่างชาติได้น้อย และใช้ภาษาอังกฤษได้น้อยมาก ซึ่งจะส่งผลต่อการเรียนรู้และศักยภาพในการติดต่อค้าขายในอนาคต ทำให้สูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับประเทศ

ภาษาเป็นเรื่องที่สำคัญที่เรายังต้องมีการพัฒนาให้มากขึ้น เพราะในอนาคตเราต้องออกไปติดต่อการค้ากับต่างชาติ และความรู้ต่างๆเราก็ต้องมีการศึกษาจากต่างชาติ ถ้าเราไม่พัฒนาภาษาให้มากขึ้น จะทำให้เราสูญเสียโอกาสและสูญเสียการสร้างรายได้ให้กับประเทศ




คุณบรรยง พงษ์พานิช
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

ห่วงการกระจายรายได้ไม่ทั่วถึง

ขณะนี้สังคมไทย ความดีต้นทุนสูง ผลตอบแทนต่ำ  ส่วนความระยำต้นทุนต่ำ แต่ผลตอบแทนสูง เห็นได้จากโครงการรับจำนำข้าวเป็นหายนะครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศ และยิ่งบอกว่าจะนำเงินมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานก็ยิ่งผิด 

ส่วนเรื่องของความมั่งคั่ง  ในโลกนี้มีเพียง 10 ประเทศที่มีกองทุนแห่งความมั่งคั่ง ซึ่งการจัดตั้งจะต้องมีความพร้อมใน  2 เงื่อนไขได้แก่ หนึ่ง  ประชาชนมีความรู้สูงด้านการเงิน  และสอง ประเทศมีดัชนีความโปร่งใสสูง  หากไม่มีคุณสมบัติเช่นนี้ ประเทศจะเสียหายแน่นอน 

ส่วนการจัดตั้งกองทนความมั่งคั่งของไทยในเวลานี้ ผมมองว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะจัดตั้ง เนื่องจากประชาชนในประเทศยังขาดความเข้าและติดตามเรื่องราวต่างๆ ทางการเงิน และยังขาดความโปร่งใสในการบริหารจัดการทางการเงิน และการจัดตั้งกองทุนยังมีความเสี่ยงในการบริหารจัดการ

"การจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งเวลานี้คงยังไม่สมควร เพราะคนในประเทศเรายังขาดความเข้าใจและติดตามเรื่องทางการเงิน และการบริหารขจัดการทางการเงินก็ไม่โปร่งใส ส่วนเงินสำรองของแบงก์ชาติประมาณ 1.8 แสนล้านเหรียญ ที่บอกว่าจะเก็บไว้ทำไม ก็อยากให้ดูเนื้อแท้ว่าเงินในเวลานี้ต่างชาติถือหุ้นในตลาด 1 แสนล้านเหรียญ ตราสารหนี้อีก 2.5 แสนล้านเหรียญ ส่วนที่เหลือก็เป็นของภาคเอกชน การทำกองทุนความมั่งคั่งการยังมีความเสี่ยงในการบริหารจัดการอยู่แน่นอน และเกี่ยวกับมูมมองนโยบายของภาครัฐในไทยคนทำก็ยังมีน้อย อยากให้สถาบันการศึกษาต่างๆทำให้มากกว่านี้"

ส่วนเรื่องที่ยังน่าเป็นห่วงในขณะนี้เป็นเรื่องการกระจายความมั่งคั่ง แม้ว่าคนยากจนจะลดลง ซึ่งมีอยู่ไม่ถึง 10% จากเดิมที่ 30% แต่การกระจายรายได้ในประเทศไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย นอกจากนี้โอกาสในการศึกษาของประชาชนในประเทศก็ยังไม่เท่าเทียมกัน

นอกจากนี้ อยากให้สื่อมวลชนมีคุณภาพ เพราะเป็นผู้เปลี่ยนทัศนคติของสังคมได้  ขอเสนอว่าห้ามหน่วยงานรัฐประชาสัมพันธ์โดยไม่มีเหตุผลสมควร อย่าให้มีรูปหน้านักการเมืองลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ทุกวัน หรือถ้านักการเมืองอยากลงโฆษณา ก็ขอให้ใช้เงินตัวเอง อย่ามาใช้งบประมาณของประชาชน


 
ที่มา :   สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 ต.ค. 2556)  
            หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,889 วันที่ 20-23 ตุลาคม 2556   
            เว็บไซด์ไทยรัฐ  (18 ต.ค. 2556)

More Reports