Conference Speech & Interview

Special Speech : ประเทศไทยต้องปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมือง

Special Speech
ประเทศไทยต้องปฏิรูป (Transform) โครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองเพื่อทะยานไปเหนือประเทศอื่นให้ได้


โดย :  ศาสตราพิชาน ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์
(จากงานสัมมนา Thailand Future Forum ครั้งที่ 2   "พลิกเส้นทางพัฒนา ... สถาปนาความมั่งคั่งใหม่ให้ประเทศ"   วันที่ 6 พฤศจิกายน 2555)


ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสืออยู่ 2 เล่ม   เล่มหนึ่งเขียนโดยผู้ที่กำกับดูแลการลงทุนใน Emerging Markets  ของ Morgan Stanley  ที่ชื่อว่า Ruchir Sharma   หนังสือที่เขาเขียน ชื่อว่า “Breakout Nations”   เนื้อหาน่าสนใจมาก เขากล่าวว่าในทศวรรษที่ผ่านมาเป็นยุคที่ประเทศที่กำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนามีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมาก  ซึ่งเรียกว่า “The Rise of the Rest”  หมายถึงการทะยานขึ้นของประเทศที่เหลือโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในกลุ่ม BRICS  ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศบราซิล   รัสเซีย  อินเดีย  จีน และแอฟริกาใต้  แม้กระทั่งในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2008  กลุ่ม Emerging Markets เหล่านี้ก็ยังเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและมั่งคั่งขึ้นทุกวัน  แต่พอขึ้นทศวรรษใหม่เริ่มในปี 2010 เป็นต้นมา ประเทศในกลุ่ม Emerging Markets เหล่านี้ ก็เริ่มประสบภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ   Sharma พูดว่ามันไม่น่าแปลกเลยว่าในโลกแห่งความเป็นจริง มีเพียงไม่กี่ประเทศที่จะสามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืนและยาวนาน  เขาให้ข้อมูลว่า

  • มีเพียงประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศในโลกนี้ที่สามารถจรรโลงการเติบโตถัวเฉลี่ยได้เกิน  5% ในแต่ละทศวรรษ 
  • มีเพียง 1 ใน 4 ที่สามารถจรรโลงความยั่งยืนให้เติบโตมากกว่า 5%  ในช่วง 2 ทศวรรษ 
  • มีเพียง 1 ใน 10 เท่านั้นที่สามารถจรรโลงความยั่งยืนได้เกิน 3 ทศวรรษ
  • มีเพียง 1 ใน  6  ท่านั้นที่สามารถจรรโลงอยู่ได้ 4 ทศวรรษ 
  • มีเพียง 2 ประเทศเท่านั้นที่สามารถจรรโลงได้เกิน 5 ทศวรรษ  

เขาบอกว่าหากมองไปในอนาคต มันเป็นเรื่องไม่ถูกต้องที่จะเอาประเทศต่างๆ มารวมกลุ่มเข้าด้วยกัน   และคิดว่าประเทศเหล่านี้จะเติบโตได้เหมือนกันหมด   หรือคิดว่าประเทศเหล่านี้เป็นความหวังที่จะค้ำจุนโลกในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำ  เพราะแต่ละประเทศต่างก็มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน  มีพลังผลักดันทางเศรษฐกิจและการเมืองที่แตกต่างกัน  จึงไม่แปลกว่าทำไมเศรษฐกิจของจีนและอินเดียเริ่มถดถอย  รัสเซียเริ่มมีปัญหา  บราซิลเริ่มย่ำอยู่กับที่  ในขณะที่ประเทศในอาเซียนหลายๆ ประเทศก็เริ่มมีอาการเช่นเดียวกัน

เขาบอกว่าวิธีที่จะมองว่าประเทศใดที่จะเป็น “Breakout Nations”  หรือเป็นประเทศหัวหอกในอนาคตข้างหน้า ณ ห้วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดีเท่าใดนัก  ก็คือการเข้าไปดูให้ถ่องแท้ว่าปัจจัยหลักๆ ที่จะเป็นตัวผลักดันเศรษฐกิจของแต่ละประเทศมุ่งไปทางใด  ซึ่งเขาไล่รายละเอียดไล่มาทีละประเทศ  และให้รางวัลเหรียญทองกับประเทศเกาหลีใต้  ส่วนประเทศไทย เขาบอกว่ามีโอกาสสูงมากที่จะเป็น “Breakout Nations”   อาจจะมีโอกาสมากกว่าคู่แข่งในอาเซียนเสียอีก เพราะว่าประเทศไทยมีปัจจัยที่ไม่ธรรมดาเลย  มียุทธศาสตร์ที่ดีมาก  แต่สิ่งหนึ่งที่เขาบอกว่าประเทศไทยต้องมีให้ได้ก็คือ ต้องมีกระบวนการที่จะทำให้เกิดการปฏิรูป (Transformation)  โครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมือง   ถ้าประเทศไทยทำได้  เราจะทะยานฉีกตัวไปเหนือคนอื่นได้    เขาพูดอีกว่า  จริงๆ แล้วประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 6 ของประเทศที่สามารถจรรโลงอัตราการเติบโตได้เกิน 5% ถึง 4 ทศวรรษ  ซึ่งไทยน่าจะแสวงหาความได้เปรียบทางเศรษฐกิจได้มากกว่าลาว เวียดนาม เขมร รวมถึงพม่าด้วยซ้ำไป

Sharma พูดได้ดีมากว่าอุปสรรคสำคัญของไทยคือ เราไม่สามารถสร้างความมั่นใจในเสถียรภาพทางการเมือง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มคนต่างๆ ได้ เพราะเรามีประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง  ให้ไปดูตัวอย่างของประเทศตุรกี มีกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า AK Party  (Turkey”s AK Party)  แทนที่เขาจะมุ่งไปที่ประเด็นการแตกแยกทางการเมืองเนื่องจากมีการแตกแยกทางชนชั้น  แต่เขาไม่ทำ กลับเลือกที่ทำเรื่องของการสร้างเศรษฐกิจมหภาคให้มีเสถียรภาพ  สร้างความมั่นคงและความมั่นใจเพื่อดึงการลงทุนในต่างประเทศให้เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศของเขา และพยายามเกลี่ยเงินลงทุนเหล่านั้นไปสู่ชนชั้นรากหญ้าและชุมชนชนบท   พอทำแบบนี้ ชนชั้นผู้นำในเมืองก็พอใจ เพราะได้ประโยชน์กันหมด   เชาเลือกที่จะทำแต่สิ่งที่เป็นการให้ ให้ และทำให้  สุดท้ายแล้วตุรกีก็ยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง   Sharma กล่าวอีกด้วยว่าการลงทุนในชนบทหรือกลุ่มรากหญ้าจะทำให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศมากกว่าการให้แต่เงิน 

ส่วนหนังสือเล่มที่ 2 เขียนโดยศาสตราจารย์ที่ MIT และอีกคนเป็นศาสตราจารย์ทางด้าน Political Science ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วารด  หนังสือชื่อว่า “Why Nations Fail” มีเนื้อหาน่าสนใจเช่นกัน  เขาบอกว่าหากพิจารณาประเทศต่างๆ ในโลกนี้   จะมีประเทศอยู่กลุ่มหนึ่งที่ประสบผลสำเร็จอย่างสูง (highly successful)  ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ทีเดียวที่ประสบแต่ความล้มเหลว เป็นประเทศที่เต็มไปด้วยความยากจนและความไม่เป็นธรรม  เขาบอกว่าปัจจัยสำคัญที่แยกประเทศ 2 กลุ่มนี้ออกจากกัน คือคำว่า Institutions ซึ่งหมายถึงสถาบันเศรษฐกิจ สถาบันการเมือง และองค์กรทั้งหลายที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้

คำว่า Institutions มีอยู่ 2  รูปแบบ   แบบแรกเราเรียกว่า “Inclusive Institutions”  หมายความถึง สถาบันสังคมและเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ในเทคโนโลยีที่มุ่งเน้นให้คนคิดที่จะสร้างนวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่ม  และสร้างบรรยากาศให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม  สร้างความเท่าเทียม ปกป้องที่จะไม่ให้คนอื่นมาขโมยความคิด มาซื้อความได้เปรียบในการแข่งขัน  และทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกันหมด 

ส่วนแบบที่สองเราเรียกว่า “Extractive Institutions”  เป็นรูปแบบที่ตรงกันข้ามกับ Inclusive Institutions เลย คือ  สถาบันสังคมและเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นความสนใจดำเนินการในสิ่งที่เป็นประโยชน์เฉพาะหน้าในระยะสั้น ดังนั้น ไม่ว่าจะพัฒนาสิ่งใดก็แล้วแต่ ก็จะไม่ได้มองถึงการสร้างพื้นฐาน แต่จะมองเพียงแค่การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเท่านั้น   ความแตกต่างของรูปแบบสถาบันทั้งสองมันขึ้นอยู่การเลือกเส้นทางเดินของภาครัฐ  ถ้าภาครัฐเลือกรูปแบบ Inclusive ประเทศก็ได้ประโยชน์มหาศาล  แต่ถ้าเลือกผิดไปเลือกแบบ Extractive เพื่อประโยชน์เฉพาะหน้าโดยไม่มองระยะไกล ประเทศก็ไม่พัฒนา   มีการตั้งคำถามว่ามีประเทศที่เป็นประเทศขนาดใหญ่ แต่เลือกที่จะเดินในเส้นทางที่ผิด  มันเป็นเพราะอะไร  มันเกิดขึ้นเพราะความดื้อดึง ละเลย เพิกเฉย  หรือเป็นแค่ความแตกต่างของวัฒนธรรม  สำหรับประเทศไทย เราก็หวังและเชื่อมั่นกันว่าเราจะเลือกก้าวเดินไปข้างหน้าในเส้นทางที่ถูกต้อง เหมือนอย่างประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ที่สามารถเดินได้อย่างมั่นคง  อันนี้เป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนต้องร่วมมือกันและต้องช่วยกัน


(จากงานสัมมนา  "พลิกเส้นทางพัฒนา ... สถาปนาความมั่งคั่งใหม่ให้ประเทศ"  วันที่ 6 พฤศจิกายน 2555)

More Reports