Conference Speech & Interview

Special Speech : หลายสิ่งที่เอกชนเริ่มได้เลย ไม่ต้องรอภาครัฐ

Special Speech
หลายสิ่งที่เอกชนเริ่มได้เลย   ไม่ต้องรอภาครัฐ


โดย :  ศาสตราพิชาน ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์
(จากงานสัมมนา Thailand Future Forum ครั้งที่ 1 "Thailand at the Crossroads :  อนาคตไทย เราเลือกได้"  วันที่ 31 กรกฎาคม 2555)



ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพรักทุกท่าน วันนี้มีผู้เข้าร่วมฟังเป็นจำนวนมากก็เป็นสิ่งที่น่ายินดี หมายความว่า สิ่งที่เราตั้งใจทำนั้นได้รับความสนใจ ได้รับความเอาใจใส่  มีคนเค้าเคยบอกว่าอะไรก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่าความคิด  ความคิดนั้นมันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกอย่างแม้กระทั่งโลกใบนี้ โลกที่ไม่มีความคิดใหม่ๆ มันก็จะเป็นโลกที่หยุดนิ่ง และนับวันแต่จะถดถอยด้อยพัฒนา  ประเทศชาติบ้านเมืองก็เฉกเช่นเดียวกัน ประเทศใดยามที่รุ่งเรืองบ้านเมืองสมานฉันท์ อุดมด้วยปัญญา ประเทศเหล่านั้นก็มีแต่จะเจริญรุ่งเรืองอย่างไร้ขีดจำกัด ให้ดูตัวอย่างความสำเร็จของจีน ดูการพุ่งทยานของเกาหลีใต้ ดูการปรับฐานเศรษฐกิจของบราซิล ดูการก้าวเข้าสู่เมืองระดับโลก (Global city) ของสิงค์โปร์เป็นตัวอย่างทั้งหมดล้วนเริ่มมาจากความคิด ความคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศปรับปรุงประเทศให้ดีขึ้นในประเทศ  ในบ้านเมืองที่แตกร้าว ความคิดไม่มี ปัญญาไม่ปรากฏ หมกมุ่น งมงาย ลุ่มหลง อยู่กับผลพวงแห่งความสำเร็จในอดีต วุ่นวายอยู่กับปัญหาเฉพาะหน้า ผลประโยชน์เฉพาะหน้า ประเทศเหล่านั้นก็เริ่มจะหยุดนิ่งและถดถอย

ให้ดูเปรียบเทียบฟิลิปปินส์ในอดีตที่รุ่งเรืองกับฟิลิปปินส์ในวันนี้ ให้ดูความตกต่ำของยุโรป ใครจะเชื่อว่าจะมีวันนี้ ให้ดูความวุ่นวายที่ตะวันออกกลางที่อุดมไปด้วยทรัพยากรน้ำมัน แต่ทุกวันนี้หาความสงบไม่ได้เลย ให้ดุความยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ให้ดูการตกอับของญี่ปุ่น ใครจะเชื่อว่าจะมีอย่างวันนี้    ทั้งหมดมีจุดร่วมกันที่คล้ายคลึงกันก็คือความอ่อนด้อย การหยุดนิ่งและความบกพร่องเชิงความคิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ

ประเทศไทยนั้นถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เมื่อตอนช่วงเริ่มต้นท่าน ดร.เศรษฐพุฒิ ได้กล่าวไว้ค่อนข้างชัดเจนว่าในหลาย 10 ปีที่ผ่านมานั้น จริงๆ แล้วประเทศไทยก้าวมาไกลมาก เราเป็นประเทศแนวหน้าในเอเชีย ไม่มีใครที่ว่าจะเกินหน้าเกินตาเรามากจนไปนัก แต่จริงๆ แล้วในผลพวงแห่งความสำเร็จ แห่งการพัฒนา มันยังมีจุดอ่อน จุดด้อย ที่เราต้องพัฒนาสมรรถนะของประเทศ  มีอีกหลายจุดที่ต้องเติมเต็มเพื่อให้เหมาะสมสอดคล้องกับการปรับเปลี่ยนของโลกในอนาคตข้างหน้า  อนาคตคนไทยนั้น ท่านเห็นในป้ายข้างหน้านี้ อนาคตไทยนั้นเลือกได้ เราจะปล่อยให้มันเป็นไปตามยถากรรมไม่มีความคิด ไม่มียุทธศาสตร์ ทั้งๆ ที่พายุกำลังจะมา โลกกำลังเปลี่ยน หรือเราจะเลือกคิดวันนี้ ขับเคลื่อนวันนี้ เปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีในอนาคตข้างหน้าในยามที่เรายังเข้มแข็งอยู่และเลือกที่จะเปลี่ยนได้

นานๆ ทีภาคเอกชนจะยอมออกมาพูดจาชัดๆ สะท้อนความคิดดีๆ ให้เห็นว่าประเทศไทยนั้นเป็นอย่างไร เราควรจะไปทางไหน ผมได้ยินได้ฟังท่านผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่ทั้งหลาย  ผมรู้สึกว่าประเทศไทยนั้นมีอนาคตและน่าจะมีอนาคตที่ดีมากๆ ด้วย ถ้าหากเรามีผู้นำในภาคเอกชนที่มีความสามารถประมาณนี้  วันนี้ท่านได้กล่าวอะไรชัดๆ หลายๆ อย่าง

สิ่งแรกเลยก็คือ การที่ภาครัฐนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศ ต่อพวกเขา ต่อประชาชน  ไม่มีใครบอกว่าภาครัฐไม่สำคัญที่สุด ประเด็นอยู่ที่ว่าภาครัฐจะเป็นอย่างไรที่จะทำให้ตนเองนั้นมีสมรรถนะสูงสุด  มีการกำกับที่มีธรรมาภิบาล มีความคิดเชิงยุทธศาสตร์ และดูแลพวกเขา ชี้นำพวกเขา นำพวกเขาไปสู่สิ่งที่ดี   ภาครัฐของผมไม่ได้หมายความเพียงเฉพาะรัฐบาล ผมหมายถึงนักการเมือง สส. สว. ทุกท่านที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยนั้น    การมีศักยภาพสูงยิ่งฉะนั้นจะต้องเอาสติปัญญา เอาใจใส่ กับสิ่งที่เป็นอนาคตของประเทศมากกว่าปัญหาความวุ่นวายเฉพาะหน้า มากกว่าประโยชน์เฉพาะตน  สิ่งนี้สำคัญอย่างยิ่ง  เรากำลังจะพูดถึงประเทศไทยที่มีประชากร 60 กว่าล้านคน เราเลือกนักการเมืองก็เพื่อสร้างประเทศ สร้างคนไทย สร้างอนาคต  ไม่ใช่อย่างอื่นเลย  ฉะนั้น  จิตสำนึกนี้ ภารกิจนี้สำคัญอย่างยิ่งถ้าหากภาครัฐพัฒนาตนเอง ฟังสิ่งที่ภาคเอกชนพูดในวันนี้ เอาใจใส่ ท่านจะได้ยินหลายอย่างทีเดียวว่า

  1. โลกข้างหน้านั้นเป็นโลกยุคดิจิตอล ไม่ว่าพฤติกรรมของคน ไม่ว่าอนาคตของบริษัทในทุกๆเรื่องต้องมีสิ่งที่เกี่ยวข้องกับดิจิตัล  ฉะนั้นการตัดสินใจครั้งใหญ่ๆต้องมีในสิ่งเหล่านี้ว่าอนาคตไอที  อนาคตดิจิตัลของเรานั้นจะเป็นอย่างไร จะลงทุนอย่างไร มีแผนการอย่างไรที่ชัดเจน รวดเร็ว ไม่ใช่ขยักขย่อน เพราะว่าทุกนาทีที่ขยักขย่อนนั้นก่อให้เกิดความเสียหายกับประเทศมหาศาล
  2. เราจะต้องแข่งขันกันด้วยนวัตกรรม (Innovation) แข่งขันกันด้วยการเพิ่มมูลค่า (value added)   สิ่งเหล่านี้นั้นเราจะต้องมียุทธศาสตร์อย่างไรที่จะทำแบบนั้นได้ การศึกษาใช่ไหม การศึกษาอะไร การวิจัยใช่ไหม มหาวิทยาลัยใช่ไหม เราจะมีทางอย่างไรที่จะเชื่อมโยงสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน
  3. นักรบประเทศนั้นก็คือนักธุรกิจ  ซึ่งได้แก่ทั้ง SME และองค์กรขนาดใหญ่  เราจะทำอย่างไรที่จะวางกรอบวางทิศทางให้เค้าสามารถเดินไปข้างหน้าได้  ช่วยแนะนำเค้า ช่วยสร้างเค้าให้เข้มแข็ง ไม่ใช่ไปบั่นทอนชะลอเขา ฉะนั้น ผมเชื่อว่าทุกคนอยากจะเห็นภาพของยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่า เราจะไปอย่างไรโดยเฉพาะอย่างยิ่งไปสู่ประการสุดท้ายก็คือในเรื่องของ AEC และ Global economy ในอนาคตข้างหน้า

ทุกท่านในที่นี้ได้ย้ำความสำคัญของการก้าวออกไปสู่ต่างประเทศ จะทำอย่างไรให้เมืองไทยนั้นเป็น Hub เป็นจุดศูนย์รวมของ AEC ทำอย่างไรให้ประเทศไทยนั้นสามารถก้าวและใช้ประโยชน์ที่เปิดกว้างของAEC  โดยที่ทุกๆ ฝ่ายจะได้ประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย   แต่ท้ายที่สุดท่าน อจ.ประเวศ ก็ได้กล่าวเสนอบอกว่าในประเด็นเหล่านี้นั้นอย่าลืมเรื่องของความเท่าเทียมกัน อย่าลืมเรื่องของการบูรณาการที่ครบวงจรไม่ต้องไปเอาอย่างใคร  ทำในสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุดสำหรับเรา

หลายสิ่งหลายอย่างที่พูดกันในวันนี้ เราไม่ต้องรอภาครัฐ จริงๆ แล้วบทบาทของภาครัฐนั้นมีความสำคัญมากที่สุด  แต่น่าเสียดายที่วันนี้การเมืองนั้นไม่นิ่งความพยามในการขับเคลื่อนจึงเบาบางลงไป เป็นเรื่องของขีดจำกัด  น่าเสียดายที่ภาคประชาชนวันนี้อ่อนแอเกินไป จึงไม่สามารถขับเคลื่อนโดยภาคประชาชนที่เข้มแข็งได้ในวันนี้จริงๆ   แล้วความหวังจริงๆของประเทศตอนนี้ก็คือภาคเอกชนเพราะพร้อมทั้งปัญญา พร้อมทั้งทรัพยากร  

ในความคิดของผม สถานการณ์ในวันนี้ของประเทศไทย ถ้าภาคเอกชนไม่ริเริ่มไม่ขยับไม่เขยื้อนผมเชื่อว่าเมืองไทยจะถดถอยอย่างช่วยไม่ได้ทีเดียว   หลายสิ่งหลายอย่างที่เราพูดกัน ที่ผมบอกว่าเอกชนนั้นสามารถเริ่มได้เลย  ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆ  ดูตัวอย่างที่หอการค้าทำในเรื่องของการริเริ่มการต่อต้านคอรัปชั่นโดยไม่ต้องรอให้ใครมาริเริ่ม เราบอกว่าเราต้องการนวัตกรรมใหม่ๆ  แต่เอกชนอยู่ซีกหนึ่งนักวิชาการอยู่ซีกหนึ่ง  เอกชนต้องการนวัตกรรมแต่ไม่มีคนคิด แต่สิ่งเหล่านี้ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยมีความคิดในสิ่งเหล่านี้แต่ไม่มีโอกาสเชื่อมโยง  การเชื่อมโยงนั้นต้องรอรัฐบาลหรือเปล่า ไม่จำเป็นเลย เราสามารถเชื่อมโยงได้โดยผู้นำเอกชนกับนักวิชาการมาเจอกัน  เราต้องการปฏิรูปการศึกษา ทำไมจะต้องรอภาครัฐอย่างเดียวในเมื่อเอกชนก็เป็นเจ้าของโรงเรียน เจ้าของมหาวิทยาลัยอีกหลายแห่ง ทำไมเราไม่เริ่มจากตรงนั้นและทำตัวอย่างให้ภาครัฐเห็น  ในที่สุดเค้าคงจะทำตามเรา เพราะบางครั้งบุคลากรในภาครัฐจะไม่เห็นด้วยซ้ำไป ว่าการปฏิรูปจริงๆ แล้วคือทำอย่างไร  เค้าทำไม่ได้เพราะไม่รู้จะทำอย่างไร คนเก่งๆ ในภาคเอกชนนั้นสามารถที่จะทำให้เป็นตัวอย่างได้  ทำไมต้องรอด้วย

ภาคเอกชนคือกำลังที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยในวันนี้ หลายอย่างเราเดินไปข้างหน้าได้ด้วยเอกชน เป็นผู้ริเริ่ม ชี้นำ ผลักดัน ทำคนเดียวนั้นทำได้ลำบากขีดจำกัดมีสูง  แต่ถ้ารวมพลังกันแล้ว พลังการขับเคลื่อนจะแรงมาก เสียงของท่านจะดัง สิ่งที่ท่านเรียกร้องจะได้การตอบสนอง ไม่มีรัฐบาลไหนหรอกที่จะอยู่ได้ถ้าภาคเอกชนมีพลังการขับเคลื่อนที่แข็งแรง  แต่ถ้าภาคเอกชนต่างคนต่างอยู่ก็จะต้องเป็นผู้ถูกกระทำและก็ต้องเป็นผู้ร้องอยู่ตลอดเวลา

สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือภาคเอกชนคือกำลังที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยในวันนี้   หนึ่งปีล่วงมาแล้วที่ผมได้พบกับอจ.ประเวศ  ซึ่งบอกว่า สมคิด ผมอยากให้ช่วยประสานภาคเอกชนของแต่ละบริษัทให้มีธรรมาภิบาล ( CSR)  ของตัวเอง  ทำอย่างไรที่จะให้มีการรวมพลังกันทำสิ่งดีๆ ให้กับภาคประชาชนหรือชุมชน  บอกให้ผมช่วยประสานว่าทำอย่างไรที่ภาคเอกชนจะสามารถเชื่อมโยงกับภาควิชาการ   เอาความรู้ดีๆ นั้นมาสร้างประเทศแทนที่ต่างคนต่างอยู่ ผมฟังท่านผมก็คิดว่า ณ วัยนี้ ซึ่งจะว่าชราก็ยังไม่ชรา จะว่าหนุ่มมันก็ไม่หนุ่มมันก็สมควรแก่เวลาที่จะทำหน้าที่ในสิ่งเหล่านี้  ชีวิตผมเกิดมาไม่ต้องมาขอร้องใครให้มาช่วยเหลือผม แต่วันนี้ผมเดินสายพบปะผู้นำเอกชนเพื่อจะบอกเค้าว่าวันนี้มันถึงเวลาของพวกท่าน ถ้าท่านไม่ช่วยกันริเริ่ม ความคิดริเริ่มของประเทศนั้นมันอาจจะหยุดชะงัก เพราะว่าบ้านเมืองเราขณะนี้มันไม่ค่อยปกตินัก   อันนี้คือที่มาของ Thailand Future ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของนักวิชาการใหม่ๆ นักธุรกิจใหม่ๆ ที่เค้าอยากจะนำเสนอตัวเองเพื่อช่วยวิเคราะห์ วิจัย นำเสนอความคิดดีๆ ให้กับสังคม  

บทบาทหน้าที่ของ Thailand Future คงไม่ใช่นักวิจัย    วันนี้ท่านผู้นำเอกชนพูดหลายสิ่งหลายอย่างออกมาชัดเจน ผมก็เชื่อว่าอันนี้จะเป็น agenda เริ่มต้นที่ดีที่เค้าจะช่วยกันคิดช่วยกันทำ ปัญหาอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้มันมีผลในเชิงปฏิบัติ  ฉะนั้นบทบาทหน้าที่ของ Thailand Future คงไม่ใช่นักวิจัย แต่จะต้องไปร่วมกันคิดร่วมกันทำ ที่จะให้ความคิดออกมานั้นเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติและนำเสนออย่างเป็นกลางไม่มีฝักไม่มีฝ่าย  องค์กรนี้เป็นองค์กรขนาดเล็ก ทรัพยากรมีจำกัด ฉะนั้นการทำงานก็คงต้องอาศัยเครือข่ายของนักวิชาการ นักธุรกิจ นักคิดที่คิดดีคิดชอบกับบ้านเมืองมาช่วยกัน และถ้าเราทำเช่นนี้ได้ ผมเชื่อว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งดีๆ เป็นตัวอย่างที่ดีว่าทุกๆ คนนั้นสามารถทำสิ่งดีๆ ให้กับสังคมได้ไม่จำเป็นที่จะต้องแตกเป็นฝักเป็นฝ่าย

ทั้งหมดนี้ผมต้องขอขอบคุณท่านอาจารย์ประเวศที่ช่วยจุดประกายให้ผม ต้องขอบคุณท่านคณะกรรมการ ท่านคณะกรรมการที่ปรึกษาที่ให้การสนับสนุน  ขอบคุณฝ่ายบริหารที่ยอมทุ่มเทเวลา สติปัญญา ทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่างนะครับเพื่อให้มันเกิดวันนี้ขึ้นมาได้ เกิดเป็น Thailand Future ได้มีคนถามว่าทำไมต้องชื่อ Thailand Future ผมก็บอกว่า มีคนถามผมหลายคนว่าหลายปีมานี้เกิดอะไรหลายอย่างขึ้นมา แต่ถามจริงๆ อจ.ครับ ประเทศไทยมีอนาคตหรือไม่  ผมก็บอกว่ามีอนาคตแน่นอน แต่เราจะต้องมีความคิด ต้องผลักดันความคิด ต้องร่วมกันคิด ร่วมกันขับเคลื่อน   นั่นคือที่มาของ Thailand Future ความคิดนั้นมันต้องมีเก่าผสมใหม่   ฉะนั้น motto ของผมที่คุยกับทีมงานก็คือว่า  New wave of thought for the new future of Thai คือ มันต้องเป็นระลอกคลื่นของความคิดที่ผสมผสานกันเพื่ออนาคตและเมืองไทยจึงจะมีอนาคต

ท้ายที่สุดนี้ต้องขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจ และก็อยากจะฝากฝังองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรแห่งนี้ให้กับพวกท่าน หวังอย่างยิ่งว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือของทุกๆ ฝ่าย ทำสิ่งที่ดีๆ ให้กับเมืองไทยต่อไป ขอบพระคุณมากครับ


(จากงานสัมมนา  "Thailand at the Crossroads :  อนาคตไทย เราเลือกได้"  วันที่ 31 กรกฎาคม 2555)

More Reports