TFF Roundtable

TFF SME Roundtable (พฤษภาคม 2556)

ยกระดับ SME ไทย :  เร่งพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน



ในยุคโลกาภิวัฒน์ที่นานาประเทศล้วนเชื่อมโยง พึ่งพา และแข่งขันซึ่งกันและกัน   ประเทศที่มีศักยภาพและมีขีดความสามารถที่พร้อมในการแข่งขันเท่านั้นที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน   ในหลายๆ ประเทศที่พัฒนาแล้ว   กลไกสำคัญที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดดและยั่งยืน คือ บริษัท/วิสาหกิจขนาดกลางที่เน้นผลิตสินค้านวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง  ให้ความสำคัญกับการส่งออก ไม่เน้นการก่อหนี้ และพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเทศไทย SME ส่วนใหญ่ยังคงเป็นบริษัทขนาดเล็ก ยังไม่เติบโตไปเป็นบริษัท/วิสาหกิจขนาดกลางมากเท่าใดนัก  นอกจากนี้  บริษัทขนาดเล็กส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคบริการ เช่น ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม  เสื้อผ้า ฯลฯ มากกว่าภาคการผลิต   เน้นการผลิตสินค้าต้นทุนถูก   และใช้ราคาเป็นกลยุทธ์หลักในการแข่งขันมากกว่าที่จะใช้กลยุทธ์ด้านนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าให้แข่งขันได้   ดังนั้น      หากเราต้องการให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตได้อย่างยั่งยืน    เราต้องเร่งพัฒนา SME ของเราให้เติบโตจาก SME ขนาดเล็กไปเป็น SME ขนาดกลางที่มีศักยภาพและมีขีดความสามารถในการแข่งขัน  

เพื่อไห้ได้มาซึ่งข้อเสนอแนะอันจะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับ SME ไทยด้วยการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน   สถาบันอนาคตไทยศึกษา (“สถาบันฯ”)  จึงได้ทำการวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันของ SME ไทยผ่านแผนภาพ  Diagnostic Framework เพื่อให้ทราบถึงลำดับความสำคัญของอุปสรรคที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนา  SME ไทยซึ่งควรต้องเร่งแก้ไข    และจัดให้มีเวทีสนทนา (Roundtable)  ระหว่างผู้รู้และผู้ที่มีประสบการณ์ในการกำหนดนโยบายเพื่อสนับสนุน SME  และ/หรือเป็นผู้ที่คลุกคลีและเกี่ยวข้องในการทำงานกับ SME ไทยโดยตรง  เพื่อร่วมแบ่งปันประสบการณ์  และนำมาซึ่งข้อสรุปของความเห็นร่วมกันใน 3 ประเด็นใหญ่ๆ ดังนี้

อุปรรคที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนา  SME ไทย ซึ่งต้องเร่งแก้ไขตามลำดับของความสำคัญมี 3 เรื่อง    ได้แก่

  1. การเข้าถึงข้อมูล  :     การไม่มีข้อมูลที่เพียงพอต่อการตัดสินใจทำให้ผู้ประกอบการไม่กล้าเสี่ยงที่จะลงทุนหรือขยายกิจการ  นอกจากนี้ การขาดข้อมูลยังทำให้ SME ไม่เดินหน้าเพื่อทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน      

  2. การเข้าถึงนวัตกรรม :     การขาดความร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย (แหล่งความรู้)  กับภาคเอกชน (ผู้นำความรู้ไปใช้)  ทำให้เกิดสินค้าด้านนวัตกรรมน้อย  อีกทั้งงานวิจัยที่ผลิตออกมายังเป็นงานเชิงวิชาการ ไม่สามาถนำไปต่อยอดเพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์ได้มากนัก      

  3. การเข้าถึงแหล่งเงินทุน  :       ข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนโดยเฉพาะแหล่งเงินทุนในระบบ ซึ่งได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ของทั้งภาครัฐและเอกชน  ส่งผลต่อการขยายกิจการของ SME   สาเหตุไม่ใช่เพราะความไม่พร้อมในการปล่อยสินเชื่อ แต่เป็นเพราะระบบการจัดการ เช่น ระบบบัญชี การวางแผนธุรกิจ หรือรายละเอียดธุรกิจที่ซับซ้อนของ SME บางรายที่ไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจอนุมัติสินเชื่อของธนาคาร

ทั้งนี้  การทำงานของภาครัฐในปัจจุบันไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา  SME   เท่าใดนัก   เพียงแต่หน่วยงานที่สนับสนุน  SME  ทั้งหลายยังทำงานแบบไม่มี “บูรณาการระหว่างกัน”     ซึ่งนอกจากจะลดทอนประสิทธิภาพในการทำงานแล้ว ยังทำให้เกิดปัญหางานซ้ำซ้อนโดยไม่จำเป็น  และบางงานก็ขาดผู้รับผิดชอบ  ในขณะที่การช่วยเหลือและสนับสนุน  SME  ให้แข่งขันได้อย่างมีศักยภาพและยั่งยืนจะต้องทำในรูปแบบองค์รวมและครบวงจร

ดังนั้น  เพื่อให้ประเทศสามารถแก้ไขอุปสรรค 3 เรื่องข้างต้นได้อย่างสัมฤทธิ์ผลและมีประสิทธิภาพ   ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการทำงานแบบ “บูรณาการร่วมกัน” ใน  5 เรื่องต่อไปนี้ 

  1. สนับสนุนกลไกการทำงานภาคเอกชนที่มีประสิทธิภาพการทำงานในบางเรื่องที่ดีกว่า โดยภาครัฐไม่จำเป็นต้องเล่นบทบาทหลักในทุกเรื่อง
  2. ยกระดับหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบเรื่องการพัฒนา SME ให้เป็นเสมือน “เจ้าภาพ”  เพื่อทำหน้าที่เชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ให้เป็นไปอย่างบูรณาการ
  3. ทบทวนวิธีการจัดสรรงบประมาณให้ผ่านช่องทางหลักเทียงทางเดียว และลดการจัดสรรแบบกระจุกตัวในบางด้าน เพื่อกระจายให้กับงานด้านอื่นๆ ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนา SME เช่นกัน
  4. จัดลำดับความสำคัญของอุตสาหกรรมเพื่อเลือกส่งเสริมธุรกิจของ SME ที่มีโอกาสแห่งความสำเร็จทางธุรกิจสูง  และสร้างเป็นตัวอย่างต้นแบบ  (success model) ที่สามารถนำไปขยายผลต่อในระดับอุตสาหกรรม
  5. กำหนดให้มีตัวชี้วัด (KPI) เพื่อวัดผลการทำงานในเชิงคุณค่า (outcome) และตามความคุ้มค่าของงบประมาณที่ได้รับการส่งเสริม
             

"รัฐควรมีหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบในการพัฒนาและช่วยเหลือ SME ไม่ใช่ต่างคนต่างทำงาน  ซึ่งถือว่า “ไม่มีบูรณาการ” โดยหน่วยงานนี้จะต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางเพื่อประสานงานกับภาคเอกชน
   
หน่วยงานกลางนี้อาจเป็นการบูรณาการหน่วยงานเดิมที่มีอยู่ หรือแต่งตั้งหน่วยงานเดิมที่มีอยู่เป็นหน่วยงานหลักในการทำงานก็ได้  แต่ต้องเพิ่มอำนาจ (empower) เพื่อให้สามารถทำงานในเรื่องของการบูรณาการได้"

คุณสมพล เกียรติไพบูลย์
ประธานกรรมการ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 


"เราต้องช่วย SME ให้สามารถสร้างสรรค์ความคิดใหม่ๆ ประเมินความเป็นไปได้ของโครงการเป็น จนกระทั่งพวกเค้าตั้งตัวได้  โดยความช่วยเหลือเหล่านี้จะต้องทำแบบครบวงจร

สำหรับบริษัทเล็กๆ เรื่อง R&D อาจเป็นเรื่องที่ยากเกินไป แต่เรื่องที่ทำได้ก่อน คือ เรื่องของ D (Development) และเมื่อ SME เหล่านี้สามารถพัฒนาตนเองได้แล้ว  ก็ให้กลับมาช่วย SME ในกลุ่มเดียวกัน"   

คุณพงษ์ศักดิ์  อัสสกุล
ประธานอาวุโส
หอการค้าไทย


      

"เราควรมีระบบองค์ความรู้ (Knowledge Management System - KM)  ซึ่งทำหน้าที่บริหารจัดการความรู้ให้แก่ SME ในวงกว้าง เพื่อลดขั้นตอนและเวลาที่ SME ต้องไปเสาะหาข้อมูลเอง  และหากเรามีศูนย์กลาง KM ที่ดี เราก็สามารถยกระดับการพัฒนา SME ได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งศูนย์ KM จะต้องทำอย่างจริงจัง ไม่ใช่ทำแค่เป็นศูนย์เก็บข้อมูล (data) แล้วก็ทิ้งไว้เฉยๆ  แต่ต้องทำให้เป็นแหล่งที่สามารถนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลจริง"

คุณวีระศักดิ์ สุตัณฑวิบูลย์
รองผู้จัดการใหญ่
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)


"หากต้องการจัดทำแผนหลัก (Master Plan) ในการพัฒนา SME  เราควรพิจารณาโครงสร้างของสถาบันการเงินเป็นจุดเริ่มต้น เพราะมีหน่วยงานซ้ำซ้อนมากมายที่ทำหน้าที่ในการสนับสนุนแหล่งเงินทุน"

ดร. พิชิต อัคราทิตย์
กรรมการบริหาร
สถาบันอนาคตไทยศึกษา


ดาวน์โหลดเอกสาร

More Reports