Background Paper

Background Paper (พฤศจิกายน 2555)

เส้นทางแห่งความมั่งคั่ง 


การไปสู่ “ความมั่งคั่ง” ไม่ใช่เรื่องง่าย
การเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง (middle income countries) นั้นไม่ยาก   แต่การจะยกระดับเป็นประเทศที่มีรายได้สูง (high income countries)  นั้นไม่ง่าย   ในปี 1960   มีประเทศที่ถูกจัดอันดับว่ามีรายได้ปานกลางทั้งสิ้น 101 ประเทศ   โดยหลังจากนั้นจนถึงปี 2010   ประเทศที่สามารถก้าวข้ามและยกระดับตนเองเป็นประเทศที่มีรายได้สูงมีเพียง   13 ประเทศเท่านั้น  ประเทศไทยได้กลายมาเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางตั้งแต่ปี 1976  ตามหลังประเทศมาเลเซียที่เริ่มมีรายได้อยู่ในระดับปานกลางเริ่มตั้งแต่ปี 1969   ในขณะที่ประเทศในเอเชียอย่างสิงคโปร์ ฮ่องกง และไต้หวัน ได้กลายเป็นประเทศที่มีรายได้สูงตั้งแต่ปี 1987   ส่วนเกาหลีใต้ เริ่มตั้งแต่ปี 1995                       


เราต้อง move up the value chain เพื่อไปสู่ความมั่งคั่ง
                       
เราต้องยกระดับมูลค่าผลิตภัณฑ์ (Moving up the value chain) เพื่อก้าวไปสู่ความมั่งคั่ง  หัวใจหลักก็คือเราต้องมีการสร้างนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมที่เป็นผลิตภัณฑ์ หรือนวัตกรรมด้านการกระบวนการผลิต เพื่อ “หนี” จากการแข่งขันกับประเทศที่มีค่าแรงต่ำกว่า ตัวอย่างที่ดีคือ ฮุนได บริษัทจากเกาหลีที่เริ่มเปิดตลาดรถยนต์ในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1985 ด้วยรถยนต์เล็กเพียงรุ่นเดียว คือ ฮุนได เอ็กเซล (Hyundai Excel) ในราคา 4,995 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งราคานี้ยังไม่ถึงครึ่งของราคาโตโยต้า โคโรลลา ที่วางตลาดในเวลาเดียวกันด้วยซ้ำไป     แต่ภายในเวลาไม่ถึง 30 ปี ฮุนไดสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองอย่าง ฮุนได แอ็กเซนท์ (Accent) ให้มีราคาต่างจากโตโยต้า  โคโรลลาเพียง 11% และยังสามารถขยายตลาดรถยนต์ของตัวเองขึ้นไปยังตลาดรถยนต์ขนาดใหญ่ จนถึงตลาดรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม อย่างฮุนไดเจเนสิส (Hyundai Genesis) ซึ่งมีราคาสูงกว่ารถยนต์ในตลาดพรีเมี่ยมเหมือนกันของโตโยต้าอย่าง
แอฟวาลอน (Avalon)                         

ประเทศไทยยังมีปัญหาอยู่มากในการ move up value chain

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ราคาสินค้าที่ไทยผลิตและส่งออกเพิ่มขึ้นไม่มากนัก โดยเฉพาะราคาของสินค้าส่งออกหลักของประเทศ อาทิเช่นเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า รวมไปถึงรถยนต์และส่วนประกอบรถยนต์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสินค้าประเภทมูลค่าส่งออกสูง แต่ราคากลับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละไม่ถึง 3% ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา

เรื่องของการ move up value chain ไม่ใช่ “เรื่องไกลตัว”

เรื่องการเพิ่มมูลค่าผลผลิต ไม่ได้สำคัญเฉพาะกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีแบบซับซ้อนเสมอไป   แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาสินค้าแทบทุกชนิด  และมีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้าง ตัวอย่างเช่น  สินค้าเกษตรประเภทกุ้งสดขนาดเล็กที่มีราคาอยู่ที่  55 บาทต่อกิโลกรัม  ซึ่งถ้านำมาแปรรูปเป็นกุ้งแห้งจะสามารถขายได้ในราคากิโลกรัมละ 240 บาท สร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า   ในขณะเดียวกัน  กุ้งแชบ๊วยสดราคา 170 บาทต่อกิโลกรัม  หากนำไปต้มแล้วส่งออกจะมีราคาเพิ่มขึ้นเป็น 300 บาทต่อกิโลกรัม  แต่ถ้าหากนำไปแปรรูปเป็นเกี๊ยวกุ้ง จะมีราคาต่อกิโลกรัมสูงถึง 1,121 บาท สร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่า 6 เท่า   ทั้งนี้  อุตสาหกรรมกุ้ง จัดเป็นอุตสาหกรรมที่มีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องมากมายทั้งแบบต้นน้ำและปลายน้ำ  มีผู้ประกอบการรวมกันทั้งสิ้น 17,060 ราย  โดยมีการจ้างงานรวมกันทั้งสายการผลิตทั้งสิ้นประมาณ 700,000 คน

การ move up the value chain   คือ  การ “ก้าว” ไปทำกิจกรรมอื่นในกระบวนการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่ม (value added) สูง

การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ คือการปรับเปลี่ยนตำแหน่งในสายการผลิตไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่ให้มูลค่าเพิ่มสูงกว่า   ทั้งนี้ ในกระบวนการผลิตตลอด Value chain  การผลิต (manufacture) และการประกอบสินค้า (assembly) จะให้มูลค่าเพิ่มที่ต่ำที่สุด  แต่หากต้องการเพิ่มมูลค่าผลผลิตอาจจะทำได้โดยการก้าวย้อนกลับไปเริ่มที่กระบวนการพัฒนาสินค้าผ่านการออกแบบ (design) การวิจัยและพัฒนา (R&D) และการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ (Innovation)   หรืออาจจะก้าวไปข้างหน้าโดยพัฒนาสินค้าผ่านการตลาด (marketing) โลจิสติกส์ (logistics) การสร้างแบรนด์ (brand)


                       

ลองดูตัวอย่างของ iPhone ซึ่งเป็นสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง มีการสร้างแบรนด์ และทำการตลาดอย่างเข้มข้น  ซึ่งแน่นอนว่า Apple ได้รับส่วนแบ่งของมูลค่าในสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนหรือบริษัทที่ประกอบสินค้า   เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า iPhone นั้นประกอบขึ้นในประเทศจีน และมีชิ้นส่วนหลายชิ้นที่ผลิตในประเทศจีน แต่จากรูปที่ 7  จะพบว่าส่วนแบ่งที่ประเทศจีนได้รับนั้นเป็นเพียงค่าจ้างแรงงาน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1.8% ในขณะที่ Apple ซึ่งทำหน้าที่ออกแบบ วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ได้รับส่วนแบ่งมากถึง 58.5%  นอกนั้นเป็นส่วนแบ่งสำหรบบริษัทของประเทศอื่น ๆ ที่รับผลิตชิ้นส่วน เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อียู และบริษัทจากประเทศไต้หวัน อย่างบริษัท Foxconn ซึ่งทำหน้าที่ประกอบชิ้นส่วน  

 

       
ใม่มีประเทศใดที่จะไปสู่ความมั่งคั่ง และ move up value chain ได้โดยไม่มีการเพิ่ม R&D และนวัตกรรม

ไม่มีประเทศไหนที่จะไปสู่ความมั่งคั่งและพัฒนาการยกระดับผลิตภัณฑ์ของตัวเองได้ โดยไม่ให้น้ำหนักและความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาและการสร้างนวัตกรรม   จะเห็นได้ชัดว่าประเทศอย่างเกาหลีและไต้หวันให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง  โดยการจัดสรรงบประมาณค่าใช้จ่ายในด้านนี้ที่สูงขึ้นตามระดับรายได้

ในระหว่างปี 2000 ถึงปี 2008  ประเทศเกาหลีใต้ได้เพิ่มสัดส่วนค่าใช้จ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนาจาก 2.3% ของ GDP เป็น 3.36% ของ GDP   ไต้หวันเพิ่มจาก 1.94% เป็น 2.77%  ในขณะที่ประเทศจีนเพิ่มจาก 0.9% ของ GDP เป็น 1.47%     แต่สำหรับประเทศไทย   สัดส่วนของค่าใช้จ่ายในเรื่องนี้กลับลดลงจาก 0.25%  ในปี 2000 เป็น 0.21% ในปี 2007   หากเปรียบเทียบกับประเทศจีนซึ่งมีระดับรายได้ต่อหัวใกล้เคียงกับประเทศไทย  จะพบว่าจีนมีสัดส่วนการใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาที่สูงกว่าไทยถึง 7 เท่า   สำหรับประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างมาเลเซีย  ก็มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาที่สูงกว่าไทยถึง 3 เท่า

การสร้างแบรนด์เป็นอีกวิธีที่จะ move up value chain

การสร้างแบรนด์ของตัวเอง ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะยกระดับมูลค่าผลิตภัณฑ์   จะเห็นได้ว่าจีนได้รับส่วนแบ่งของมูลค่าเพิ่มจากการผลิตโน้ตบุ๊ค เลโนโว (Lenovo) คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 20%  ในขณะที่  จีนจะได้ส่วนแบ่งมูลค่าเพิ่มของสินค้าเพียง 1.8% จากการผลิต iPhone 4 หนึ่งเครื่อง  นี่เป็นเหตุผลหลักที่จีนพยายามจะสร้างแบรนด์ของตนเอง    ในปัจจุบัน (ปี 2012)  แบรนด์สินค้าจากประเทศจีนซึ่งติดอันดับ Top 100 สินค้าแบรนด์ระดับโลกมีมากถึง 12  แบรนด์ จากเดิมที่เคยมีเพียง 2 แบรนด์ในปี 2006

<  อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากรายงานฉบับเต็ม >

ดาวน์โหลดเอกสาร

  • Background Paper : เส้นทางแห่งความมั่งคั่ง
    Downloads

More Reports