TFF Roundtable

TFF Policy Roundtable (กุมภาพันธ์ 2556)

หลากความเห็น หลายทรรศนะต่อร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนไทยของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)




จากสถานการณ์โลกและของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำหนักทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนถ่ายจากประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกามายังประเทศพัฒนาอย่างจีน  และจากภาคอุตสาหกรรมมายังภาคบริการ  การรวมกลุ่มของ AEC ที่จะทำให้อาเซียนเป็นแหล่งรองรับการลงทุนที่สำคัญมาก  ผนวกกับสถานการณ์ของไทยที่ยังตกอยู่ในกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางมานานหลายทศวรรษ   โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่มีความอ่อนไหวสูงเนื่องจากต้องพึ่งพาต่างชาติ ขีดความสามารถในการแข่งขัน่ต่ำโดยเฉพาะในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและโลจิสติกส์  การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีอากร ฯลฯ  ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ BOI       จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

อาจกล่าวได้ว่าร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนใหม่ฉบับนี้ ถือเป็นการปฏิรูปยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนครั้งสำคัญของ BOI ภายใต้เป้าหมายเพื่อส่งเสริมการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้สามารถก้าวพ้นจากกับดับประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับอุตสาหกรรมหลักของไทยด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่ม และการสร้างการกระจุกตัวใหม่ๆ ในภูมิภาค  ผ่านยุทธศาสตร์ใหม่ 6 ด้าน ได้แก่ 

      1. ส่งเสริมแบบมีเป้าหมายที่ชัดเจน 
      2. ส่งเสริมตามประเภทกิจการ โดยเน้นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ
      3. ส่งเสริมเพื่อให้เกิดคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่ในแต่ละภูมิภาค 
      4. เน้นการอำนวยความสะดวกให้ก่อให้เกิดการลงทุนที่มากขึ้น 
      5. เพิ่มบทบาทในการส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ
      6. วัดผลจากคุณค่าของการลงทุน

ทั้งนี้  ผู้ร่วมสนทนามีความเห็นตรงกันว่าการเปลี่ยนแปลงของ BOI ถือเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะยุทธศาสตร์แบบเดิมอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป  นอกจากนี้  ทิศทางและเป้าหมายของยุทธศาสตร์ใหม่ก็มาถูกทางแล้ว แต่ควรยกระดับให้เป็นยุทธศาสตร์ของประเทศด้วยเพื่อให้สอดคล้องกัน   และที่สำคัญการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคใหม่ของ BOI ไม่ควรถูกจำกัดเฉพาะบทบาทที่ทำได้ในปัจจุบัน หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะภายในองค์กรเท่านั้น มิฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นเพียงแค่การปรับเป้าหมาย (Refocus) ของ BOI เท่านั้น

สำหรับยุทธศาสตร์ใหม่ 6 ด้านถือว่ามีความครบถ้วนแล้ว  แต่เห็นว่ามี 3 เรื่องที่ BOI ควรศึกษาและพิจารณาเพิ่มเติมในการเสริมรายละเอียดเพื่อให้ร่างแผนยุทธศาสตร์ฉบับนี้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งได้แก่ เรื่องของการส่งเสริมแบบมีเป้าหมายชัดเจน (Focus)  รูปแบบการส่งเสริมใหม่ เช่น Subsidy และการสร้างคลัสเตอร์ในระดับภูมิภาค

  • การส่งเสริมแบบมีเป้าหมายชัดเจน (Focus)   การส่งเสริมยังเป็นการมองเฉพาะในเชิงอุตสาหกรรม ยังขาดมิติของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในแต่ละอุตสาหกรรมที่จะทำให้ยุทธศาสตร์ตอบโจทย์ได้ชัดเจนมากขึ้น โดย BOI ควรหาวิธีกระตุ้นให้ภาคเอกชนที่ได้รับการส่งเสริมถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ให้แก่คนไทย เพื่อให้คนไทยสามารถทำ R&D ได้ด้วยตนเองในอนาคต
  • การสนับสนุนในรูปแบบของการอุดหนุน (Subsidy) โดยภาครัฐ     ซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่จำเป็นอย่างมากและมีต้นทุนที่ชัดเจน โดยเฉพาะกับประเภทกิจการที่ BOI ต้องการส่งเสริมให้เกิดจริงๆ  ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนในเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  หรือโครงสร้างพื้นฐานก็ตาม
  • การสร้างคลัสเตอร์ในระดับภูมิภาค  (Regional cluster)  ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ประเทศก้าวข้ามกับดักของประเทศที่มีรายได้ปานกลาง   เพราะจะช่วยสร้างการพัฒนาเมืองใหญ่ให้นักลงทุนกระจายการลงทุนไปยังภูมิภาค แต่การที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้จริง จะต้องมีการผลักดันเรื่องของ Regional cluster ให้เป็นนโยบายของรัฐเพื่อให้ทุกหน่วยงานของรัฐมีนโยบายไปในทิศทางเดียวกัน และหน่วยงานที่มีหน้าที่ส่งเสริมควรมีอำนาจในการบริหารเป็นอิสระจากส่วนกลาง   ต้องมีการกำหนดทิศทางและเป้าหมายของการพัฒนาโดยพิจารณาความได้เปรียบเชิงแข่งขันของพื้นที่  และที่สำคัญต้องมีการเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการสร้าง Regional cluster


ท้ายที่สุด  ผู้ร่วมสนทนาได้เสนอคำแนะนำที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อการจัดทำยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุน ของ BOI ในอนาคต  2  เรื่อง ได้แก่

  1. วิธีการในการก้าวข้ามกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง   ในร่างแผนยุทธศาสตร์ของ BOI มีการระบุเป้าหมายที่ชัดเจนในเรื่องนี้   แต่ไม่ได้กล่าวถึงวิธีการหรือแนวทางดำเนินการเท่าใดนัก  ซึ่งหากต้องการนำพาประเทศก้าวข้ามกับดักดังกล่าวให้ได้  เราต้องให้ความสำคัญกับการสร้างอุตสาหกรรมในระดับภาค และการเพิ่มผลิตผล    (Productivity)    ของประเทศให้แก่แรงงานไทย   ต้องเชื่อมโยงเศรษฐกิจชุมชน  (Local economy)  กับเศรษฐกิจกระแสหลัก   (Mainstream economy) เพื่อให้อัตราการเติบโตของไทยเป็นไปอย่างยั่งยืนผ่านการกระจายรายได้   และต้องพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยเน้นเรื่องของการถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้  (Technology and knowledge transfer) ให้แก่กิจการ      
  2. บทบาท อำนาจ และโครงสร้างของ BOI ในอนาคต   BOI ต้องสร้างบทบาทใหม่ให้ดูแลภาพรวมที่กว้างขึ้นมากกว่าการเป็นเพียงเฉพาะผู้ดูแลในการดึงดูดเงินลงทุนสำหรับอุตสาหกรรม   ควรนำกฎหมายของ BOI ที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด     และที่สำคัญที่สุด  BOI ต้องยกระดับฐานะขององค์กรให้เป็น “องค์กรระดับประเทศ”  ทำงานในเชิงรุกให้มากขึ้น   และต้องไม่ทำงานเสมือนหนึ่งเป็นเพียงกรมในกระทรวงเท่านั้น  
 

" เราต้องย้อนกลับไปถามว่ายุทธศาสตร์ของประเทศไทยคืออะไรกันแน่   จุดที่เป็นคอขวด (Bottleneck)  ของเราคืออะไร   ประเทศไทยกำลังจะไปเป็นประเทศอุตสาหกรรม (Industrialize) หรือไม่   เราต้องการลดหรือย้ายถิ่นฐานแรงงานในภาคการเกษตรให้ได้ภายใน 10  ปีข้างหน้า   แต่เรายังไม่เห็นภาพว่าจะทำได้อย่างไร การพัฒนาความเป็นเมืองใหม่ๆ  (Urbanization)  ก็อาจจะช่วยในเรื่องนี้ได้    บทบาทของ BOI  จะต้องรองรับยุทธศาสตร์ของประเทศในเรื่องเหล่านี้ ... ทุกประเทศอุตสาหกรรมมีการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนประชากรในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม เช่น ญี่ปุ่น และ อเมริกา สัดส่วนประชากรภาคการเกษตรเปลี่ยนจาก 50%  เป็น 10%  ภายในระยะเวลาแค่เพียง 30-40  ปี "

ศาสตราพิชาน  ดร. ทนง พิทยะ
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์


" ตอนนี้ BOI  มีสถานะเหมือนกรมๆ หนึ่งในกระทรวงอุตสาหกรรม  จริงๆ แล้ว บทบาทของ BOI ต้องมีฐานเทียบเท่ากับสภาพัฒนาเศรษฐกิจฯ  วันนี้ ถ้าเอากฎหมายมาดู จะเห็นว่า BOI มีอำนาจจริงๆ แล้ว BOI ได้ใช้กฎหมายในมือเต็มที่แล้วหรือยัง  บทบาทของ BOI จะต้องปรับขึ้นมาให้เป็นระดับชาติ  ไม่ใช่ทำงานกันแบบ Routine "

คุณสมพล เกียรติไพบูลย์
ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย



"  สำหรับยุทธศาสตร์ใหม่ของ BOI มี 3 มิติน่าสนใจที่ต้องดูไปพร้อมกัน เรื่องที่หนึ่งคือ คลัสเตอร์อะไรที่ควรส่งเสริม  เรื่องที่สองคือการพัฒนาขีดความสามารถ (capability) และสุดท้ายคือการส่งเสริมในระดับภูมิภาค (regional)   ทั้งสามเรื่องมันต้องดูไปแบบพร้อมๆกัน"           

ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์
ผู้อำนวยการ  Sasin Institute for Global Affairs

"  ที่ประเทศไทยทำกันมา เราเรียกว่าเป็น Mainstream economy คือจัดตั้ง BOI เพื่อดึงดูดการลงทุน  แล้วก็มีการตั้งบริษัท มีการซื้อวัตถุดิบ มีการจ้างคนจำนวนหนึ่ง พอได้กำไร บริษัทขนาดใหญ่ก็ได้กำไรไปแต่เพียงผู้เดียว แล้วก็จดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ ในขณะที่คนทั่วไปได้ส่วนที่เหลือจากการจ้างงาน  สิ่งที่เกิดขึ้นแบบนี้ไม่ได้ผิด แต่มันเป็นการกระตุ้นการเติบโต (Accelerate growth) ของเศรษฐกิจให้แรงเท่านั้น
 
จริงๆ   แล้วการเติบโตของเศรษฐกิจของโลกในอนาคตต้องมาจากเศรษฐกิจชุมชน (Local economy)  ต่างหาก ดังนั้น  สิ่งที่มีส่วนสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงประเทศ  ก็คือการสนับสนุนให้เกิดการลงทุนหรือกิจกรรมภายในพื้นที่เพื่อสร้าง  Local economy ที่สามารถเชื่อมโยงกับ Mainstream economy ให้ได้     ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน  คือเส้นทางจากกรุงเทพไปเขาค้อ ซึ่งต้องผ่านสระบุรีและลพบุรี   ปรากฎว่าไม่มีอะไรที่น่าสนใจหรือเป็นข้อมูลกิจกรรมชุมชนเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวระหว่างทางเลย    ถ้าเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นที่มีกิจกรรมชุมชนข้างมากมาย เช่น  มีการให้ข้อมูลข่าวสาร แหล่งท่องเที่ยวตามข้างทาง  ถ้าเราต้องการทำให้ Regional cluster  เกิดขึ้น  จุดเริ่มต้นที่จำเป็นคือต้องลงทุนภายในพื้นที่ชุมชน  "

ศาสตราพิชาน ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์
อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ
รัฐมนตรีว่าการกรทะรวงการคลัง


       


        

       

 

 

 

ดาวน์โหลดเอกสาร

  • TFF Policy Roundtable (กุมภาพันธ์ 2556)
    Downloads

More Reports