TFF Roundtable

TFF Business Roundtable (มกราคม 2556)

หลากมุมมองจากภาคเอกชนต่อการพัฒนาประเทศไทยนับจากปี 2556


 
จากวงสนทนา TFF Business Roundtable  ซึ่งรวมกลุ่มผู้นำจากภาคธุรกิจในหลากหลายสาขา    ไม่ว่าจะเป็นสาขาการเงิน  ค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม อุปโภคบริโภค ประกันภัย และโทรคมนาคม   ได้สะท้อนให้เห็นถึงมุมความคิดของภาคเอกชนที่มีต่อการพัฒนาประเทศไทยนับจากปี 2556  ว่าต้องการเห็นสิ่งใดที่จะขับเคลื่อนและผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ความเป็น      “ผู้นำ”  และ “ได้เปรียบ” กว่าประเทศอื่น  โดยสามารถสรุปมุมมองและความคิดที่ชัดเจนและสำคัญจากวงสนทนาได้ 4 เรื่องด้วยกัน ได้แก่

  • ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)
  • ความสามารถในการแข่งขัน
  • เศรษฐกิจชุมชน
  • ยุทธศาสตร์ประเทศไทย

 

1.      ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน  :   ร้อมรับ AEC ก้าวขึ้นเป็นพี่ใหญ่ใน “อาเซียนอินโดจีน"          

AEC กำลังจะมาถึงในไม่กี่ปีข้างหน้า   ไทยควรฉวยโอกาสนี้ก้าวขึ้นเป็น “ผู้นำของภูมิภาค”  อย่างน้อยก็ในแถบอินโดจีน ซึ่งประกอบไปด้วยกัมพูชา ลาว พม่า  และเวียดนาม (CLMV)  และประเทศไทยควรใช้ความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์เพื่อเป็นศูนย์กลางการลงทุนในภูมิภาคนี้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนญี่ปุ่น เนื่องจากญี่ปุ่นกำลังต้องการย้ายฐานการผลิต  ในขณะที่จีนเองก็มีความต้องการที่จะขยายตลาดในภูมิภาคนี้  ประเทศไทยควรจะเล่นบทบาท “ตัวกลาง” เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนที่ต้องการมาลงทุนในภูมิภาคนี้ให้ผ่านและหยุดที่ประเทศของเราก่อน  หรือใช้วิธีดึงดูดให้นักลงทุนใช้ประเทศไทยเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาคก็ได้ 

สำหรับนักลงทุนไทยเองก็ควรใช้ประโยชน์จาก AEC  เพื่อทำให้การลงทุนในประเทศอาเซียนเป็นไปได้อย่างเสรีมากขึ้น  เพื่อเสาะแสวงหาแหล่งลงทุนใหม่และใช้ทรัพยากรที่ได้เปรียบของแต่ละประเทศในภูมิภาค  รวมไปถึงการพัฒนาเพื่อให้เกิดห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค (Regional Supply Chain)  ภายในอาเซียน เพราะเราจะมอง Supply Chain  เพียงเฉพาะประเทศเดียวไม่ได้อีกต่อไป  ที่สำคัญคือการนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศนั้นควรได้รับการส่งเสริมหรืออย่างน้อยก็ต้องไม่มีกฎระเบียบของรัฐที่ไม่จำเป็นมาเป็นอุปสรรค

นอกจากนี้ การสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (Economic Zone) จะช่วยตอบโจทย์ในระยะกลาง  ในกรณีที่นักลงทุนทั้งไทย และต่างชาติอาจจะยังไม่มั่นใจที่จะไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง CLMV  เพราะยังมีความกังวลเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค รวมไปถึงกฎระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ  การจัดเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ชายแดนน่าจะเป็นทางออกที่สามารถรวมเอาข้อได้เปรียบเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งด้านสาธารณูปโภค และกฎหมายของไทย และแรงงานของประเทศเพื่อนบ้านไว้ด้วยกัน   

อย่างไรก็ตาม การที่จะสามารถเชื่อมโยงกับภูมิภาคอาเซียนและใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ได้อย่างเต็มที่ เราต้องพัฒนาเครือข่ายการคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานให้เชื่อมต่อถึงกันหมด ทั้งในแง่การใช้เป็นเส้นทางสัญจรสำหรับผู้คน  และเพื่อลดต้นทุนการขนส่งและกระจายสินค้า รวมทั้งพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ

2.      ความสามารถในการแข่งขัน :  พัฒนาแรงงงาน พัฒนางานวิจัย เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน

การเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์หรือบุคคลากร ควรสอดคล้องกับความต้องการของภาคเอกชนและเป็นการเตรียมตัวรับมือกับ AEC เช่น เน้นการผลิตแรงงานสายวิชาชีพมากขึ้น  และต้องพัฒนาทักษะแรงงานให้เพิ่มขึ้นเพื่อหนีจากการผลิตที่ใช้แรงงานราคาถูกไปเป็นการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนมากขึ้น    นอกจากนี้ เรายังควรผลิตบุคลากรที่มีความรู้เรื่องของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ส่งเสริมให้แรงงานไปศึกษาหรือแลกเปลี่ยนการทำงานในประเทศแถบอาเซียน เพื่อให้เข้าใจวัฒนธรรมและพฤติกรรมการบริโภคของประเทศที่จะมีศักยภาพในการลงทุนในอนาคต    ที่ผ่านมา ภาคเอกชนเองก็ได้ริเริ่มในการแก้ปัญหาเรื่องแรงงานและพัฒนาทักษะแรงงานด้วยตัวเอง  ไม่ได้รอให้กลไกรัฐทำงานอยู่ฝ่ายเดียว เช่น มีการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรม และจัดตั้งมหาวิทยาลัยบรรษัท (Corporate University)   

สำหรับมหาวิทยาลัย ซึ่งนอกจากจะต้องทำหน้าที่ในการผลิตบุคคลากรแล้ว  ยังควรผลิตงานวิจัยที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ และสามารถใช้งานได้ในเชิงพาณิชย์  สิ่งเหล่านี้จะเกิดได้ง่ายขึ้นหากมีความร่วมมือที่มากขึ้นระหว่างมหาวิทยาลัยและบริษัทเอกชน  

3.       เศรษฐกิจชุมชน :   สร้างชุมชนเข้มแข็ง  ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน

ารพัฒนาที่จะเกิดขึ้นควรมีการกระจายกันอย่างทั่วถึง   เราพบว่า  Urbanization rate (สัดส่วนของประชากรที่อาศัยในเมือง)  ของไทยไม่ค่อยโตและค่อนข้างต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน   นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อุปสงค์ภายในประเทศของไทยไม่ค่อยโตเท่าที่ควร   ดังนั้นการสร้างเศรษฐกิจชุมชนเพื่อให้ชนบทได้เติบโตเป็นเมืองที่แข็งแรงจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างอุปสงค์ภายในประเทศ  ทำให้เกิดการกระจายรายได้ และ ลดความเหลื่อมล้ำ   หากภาครัฐต้องการกระตุ้นการบริโภค   ก็ต้องวางนโยบายที่มุ่งสร้างอำนาจซื้อให้ประชาชนอย่างถาวร โดยการพัฒนาที่มีชุมชนเป็นศูนย์กลาง

ในขณะเดียวกัน ภาคเอกชนและมหาวิทยาลัยก็สามารถมีส่วนร่วมเป็นตัวขับเคลื่อนในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน เพราะทั้งสองภาคีต่างก็เป็นแหล่งความรู้ ไม่ว่าจะเป็น  knowhow และ knowledge ที่จะช่วยสร้างศักยภาพให้กับชุมชนในการประกอบธุรกิจ    มหาวิทยาลัยโดยเฉพาะในภูมิภาคมีศักยภาพที่จะช่วยส่งเสริมให้เกิด Cluster ในท้องถิ่น  (Regional Cluster)  หากมีการพัฒนางานวิจัยจากผลผลิตในท้องถิ่นร่วมกัน  โดยความร่วมมือนี้หากสามารถสร้างเป็นชุมชนตัวอย่าง ก็จะเป็นต้นแบบจำลองสำหรับการพัฒนาชุมชนในท้องที่อื่นๆ ต่อไป

4.       ยุทธศาสตร์ประเทศไทย :   าครัฐวางกลยุทธ์ประเทศที่ชัดเจน  เพื่อเป็นหางเสือของการพัฒนา

สิ่งที่ผู้นำภาคเอกชนต้องการเห็นจากภาครัฐ คือยุทธศาสตร์ของประเทศที่เป็นแกนหลักที่ชัดเจนกว่านี้  เพื่อบอกทิศทางซึ่งจะเดินร่วมกันไปในอนาคต  โดยต้องมีเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมว่าประเทศไทยจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรในอีก 5  ปีข้างหน้า   เพราะถ้าหากประเทศมีเป้าหมายที่ชัดเจนและทุกภาคส่วนเห็นร่วมกัน  การพัฒนาประเทศก็จะมีทิศทางที่ชัดเจน   เช่น หากภาครัฐต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน  ภาคเศรษฐกิจหรือธุรกิจใดบ้างที่ควรให้ความสำคัญ  ภาคเศรษฐกิจหรือธุรกิจใดที่เรามีความได้เปรียบ แข่งขันได้ และจะมีแผนการอย่างไรให้ภาคเศรษฐกิจหรือธุรกิจนั้นเติบโตได้อย่างยั่งยืน   รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่จะเป็นส่วนช่วยสนับสนุน อาทิเช่น เรื่องแรงงาน การศึกษา เอสเอ็มอี หรือธุรกิจชุมชน ซึ่งต้องสอดคล้องกับภาพใหญ่ที่เป็นยุทธศาสตร์หลักของประเทศ           

ที่ผ่านมาการทำงานของภาคส่วนต่างๆ ยังมีความแยกส่วน โดยที่ภาครัฐและเอกชนก็ต่างคนต่างทำกันไปคนละทิศละทาง  ขาดความเชื่อมโยงระหว่างกัน  ซึ่งหากรัฐมียุทธศาสตร์ระดับประเทศที่ชัดเจน ภาคเอกชนก็พร้อมที่จะขานรับและร่วมมือกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้

 

 

ดาวน์โหลดเอกสาร

  • TFF Economic Roundtable (มกราคม 2556)
    Downloads

More Reports