Economic Watch

Economic Watch (7 ธันวาคม 2555)

โจทย์สำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศไทยคืออะไร 


ภายใต้ยุคของการเปิดเสรีทางการค้าและการรวมกลุ่มของประเทศต่างๆ ในหลายภูมิภาค ประกอบกับความจำเป็นของประเทศไทยเอง ทำให้นับวันการลงทุนไทยในต่างประเทศจะยิ่งเป็นเรื่องสำคัญ

ความจำเป็นที่ผลักดันให้ไทยต้องออกไปลงทุนในต่างประเทศหลักๆ มี 4 เรื่อง ซึ่งก็คือ ความต้องการด้านแรงงาน เพราะไทยกำลังเข้าสู่ภาวะขาดแคลนแรงงาน และความได้เปรียบด้านต้นทุนแรงงานไทยไม่ได้โดดเด่นเหมือนก่อน ความต้องการด้านทรัพยากร  เนื่องจากทรัพยากรของไทยมีจำกัดไม่เพียงพอที่จะรองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นได้ทำให้ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์และใกล้กับตลาด เช่น มีการลงทุนปลูกอ้อยในประเทศจีน เป็นต้น ความต้องการขยายตลาด เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศเติบโตช้า ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวและจำนวนห้องพักจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่อัตราเข้าพักเฉลี่ยก็ยังมีแนวโน้มทรงตัว  นอกจากนี้ ไทยยังมีความต้องการในการซื้อแบรนด์และเทคโนโลยี เพื่อให้ไทยสามารถยกระดับห่วงโซ่อุปทาน (Move up value chain) และยกระดับเทคโนโลยีของตน 

แล้วเหตุใดที่ผ่านมาการลงทุนในต่างประเทศของไทยจึงไม่โตเท่าที่ควร? 

ที่ผ่านมาธุรกิจไทยไม่ค่อยสนใจออกไปลงทุนต่างประเทศ สังเกตได้จากบริษัทข้ามชาติของไทยมีจำนวนน้อยมากและยังมีขนาดเล็ก ตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมอาหารที่ไทยโดดเด่นที่สุด มีเพียง บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) และ บมจ.ไทยยูเนี่ยน โฟรเช่น โปรดักส์ (TUF) เท่านั้นที่ติดอันดับ 100 บริษัทผู้ผลิตอาหารในเอเชียที่มีรายได้สูงสุด แต่รายได้ของทั้งสองบริษัทก็ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของบริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ เช่นเดียวกันกับภาคธนาคาร ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ไทยก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องลงทุนต่างประเทศเท่าไหร่นัก เห็นได้จากจำนวนสาขาของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 3 แห่งของไทยที่ตั้งในกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีน้อยมาก เพียง 9 สาขาเท่านั้น ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านที่มีการลงทุนในต่างประเทศสูงอย่างประเทศมาเลเซีย มีจำนวนสาขาของธนาคารพาณิชย์ในกลุ่มประเทศอาเซียนมากถึง 1,414 สาขา

จึงไม่น่าแปลกใจที่ตัวเลขการลงทุนในต่างประเทศของไทยที่ผ่านมาจึงต่ำกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาค ที่ต่างก็มีตัวเลขการลงทุนในต่างประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศจีนถือว่าเป็นประเทศที่โดดเด่นมาก ในปี 2010 จีนมีจำนวนการลงทุนในต่างประเทศแซงหน้าญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก กรณีประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เช่นกัน ในช่วง 5 ปี (2005-2010) ตัวเลขการลงทุนในต่างประเทศของประเทศสิงคโปร์เพิ่มขึ้น 2 เท่า และประเทศมาเลเซียเพิ่มขึ้น 4 เท่า แต่หากกลับมาดูตัวเลขของไทย ในปี 2010 ไทยมีมูลค่าการลงทุนในต่างประเทศเพียง 1 ใน 3 ของมาเลเซียเท่านั้น

แล้วต้องทำอย่างไรการลงทุนต่างประเทศของไทยจึงจะโต?

ไทยต้องปลดล๊อคอุปสรรคในการลงทุนต่างประเทศให้กับผู้ประกอบการไทย ซึ่งจากการพูดคุยกับผู้ประกอบการ ทุกรายพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอุปสรรคที่สำคัญที่สุดก็คือ เรื่องของความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎหมายของประเทศที่จะเข้าไปลงทุน และเรื่องของภาษี เพราะการลงทุนในต่างประเทศมีความซับซ้อน หลายขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจดทะเบียน การขอใบอนุญาตลงทุน การขอสิทธิประโยชน์การลงทุน การนำเงินเข้าออกจากประเทศ ซึ่งเมื่อผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าใจตัวบทกฎหมายได้อย่างครบถ้วนและถูกต้องได้ด้วยตนเอง จึงไม่อยากเสี่ยงลงทุน  สำหรับเรื่องภาษี ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักคิดว่าตนประสบกับปัญหาภาษีซ้ำซ้อน กำไรที่เกิดขึ้นกรณีออกไปลงทุนในต่างประเทศจะต้องเสียภาษีซ้ำซ้อนทั้งในไทยและประเทศที่เข้าไปลงทุน ซึ่งในความเป็นจริง กรณีประเทศไทยมีการลงนามอนุสัญญาภาษีซ้ำซ้อน (Double Tax Agreement) ก็ไม่ต้องเสียซ้ำซ้อน และกรมสรรพากรเองก็มีกฎหมายเฉพาะเพื่อยกเว้นภาษีไม่ต้องเสียซ้ำซ้อน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักไม่ทราบในรายละเอียดหรือยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน ซึ่งหากไทยปลดล็อคอุปสรรคสองข้อนี้ได้ โอกาสที่ตัวเลขการลงทุนในต่างประเทศของไทยจะสูงขึ้นก็มีความเป็นไปได้สูง 

นอกเหนือจากอุปสรรค 2 เรื่องข้างต้นที่จะต้องปลดล็อคแล้ว ประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ภาครัฐจะต้องส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศอย่างบูรณาการ (Ecosystem Approach) โดยมีเจ้าภาพที่ชัดเจน  ภาครัฐจะต้องให้ความช่วยเหลือในด้านอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน ข้อมูลข่าวสาร จัดหาพันธมิตรทางธุรกิจ เป็นต้น โดยเฉพาะกับบริษัทขนาดกลางที่มีโอกาสและความพร้อมในการลงทุน เนื่องจากบริษัทขนาดกลางมีทรัพยากรและประสบการณ์ไม่เพียงพอในขยายการลงทุนไปต่างประเทศเหมือนกับบริษัทใหญ่ๆ ซึ่งกรณีนั้น ภาครัฐอาจให้ความช่วยเหลือด้วยการเจรจาแก้ไขอุปสรรคในระดับนโยบาย ระดับรัฐต่อรัฐ โดยตัวอย่างระบบการช่วยเหลืออย่างบูรณาการที่น่าสนใจก็คือ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีหน่วยงานหลัก ชื่อว่า “International Enterprise Singapore” รับผิดชอบให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างครบวงจร ทั้งความช่วยเหลือด้านการเงินเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการตั้งบริษัท (Set up cost) การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่จะเป็นประโยชน์กับการลงทุนในต่างประเทศ  การให้คำปรึกษากับนักลงทุนในทุกขั้นตอน รวมไปถึงการเตรียมความความพร้อมและแนะนำแนวทางในการพัฒนาธุรกิจ

ทั้งหมดที่กล่าวมา แม้ว่าไทยจะดำเนินการส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ แต่หากไทยไม่ให้ความสำคัญและไม่เร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน ไทยคงจะต้องเสียโอกาสในการยึดหัวหาดไปให้กับประเทศคู่แข่งอย่างแน่นอน ดังที่จะเห็นตัวอย่างได้จาก การเปิดประเทศของพม่า ซึ่งในปี 2003-2006 สัดส่วนเงินลงทุนในพม่ามาจากไทยและจีนเท่าๆ กัน เท่ากับ 9% แต่ในปี 2007-2010 จีนมีสัดส่วนการลงทุนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากเป็น 32% ขณะที่ไทยมีสัดส่วนการลงทุนเพียง 15% เท่านั้น ยังไม่รวมถึงคู่แข่งที่มาแรงอย่างประเทศเกาหลี ซึ่งในปัจจุบันมีสัดส่วนเงินลงทุนในพม่า 17% แซงหน้าไทยไปแล้วเช่นกัน

ดาวน์โหลดเอกสาร

  • Economic Watch : โจทย์สำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศไทยคืออะไร
    Downloads

More Reports