ข่าวประชาสัมพันธ์ (6 พ.ย. 2555)

สถาบันอนาคตไทยศึกษา เสนอภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการประสานความเชื่อมโยงที่หายไป นำไทยก้าวสู่ความมั่งคั่งด้วยการยกระดับมูลค่าผลิตภัณฑ์  


6 พ.ย. 2555 -   สถาบันอนาคตไทยศึกษาร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “พลิกเส้นทางพัฒนา .. สถาปนาความมั่งคั่งใหม่ให้ประเทศ”   นำเสนอแนวทางเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศด้วยการยกระดับมูลค่า ผลิตภัณฑ์  (moving up the value chain) พร้อมเสนอให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและบูรณาการ ประสานความเชื่อมโยงที่หายไป

ดร. ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์  กรรมการ สถาบันอนาคตไทยศึกษา กล่าวว่า “เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทางสถาบันอนาคตไทยศึกษาได้จัดงานสัมมนาเรื่องอนาคตไทย .... เราเลือกได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดวาระ (Agenda) ของการพัฒนาประเทศไทย   โดยหนึ่งในสี่วาระที่ได้ถูกกลั่นกรองออกมาจากงานสัมมนาในครั้งนั้นก็คือ เรื่อง  “การยกระดับมูลค่าผลิตภัณฑ์” (moving up the value chain)   สำหรับงานสัมมนาในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อต่อยอดงานวิจัยในเรื่องดัง กล่าว  อย่างไรก็ดี การทำให้วัตถุประสงค์สัมฤทธิ์ผลอาจจะต้องทำภายใต้มิติที่หลากหลาย ภายใต้ความร่วมมือในการผลักดันจากหลายภาคส่วน และจากหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาชน”

ทั้งนี้ ทางสถาบันฯ  ได้รับเกียรติจากสุดยอดกูรูในหลากหลายภาคส่วนมาร่วมเสวนาในหัวข้อ “พลิกเส้นทางพัฒนา … สถาปนาความมั่งคั่งใหม่ให้ประเทศ”   เพื่อช่วยกันกลั่นกรองวาระแห่งชาติที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ความ มั่งคั่งในอนาคต ซึ่งได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร. ยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. คุณหญิงสุชาดา กีระนันทน์  นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คุณพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย,  คุณกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร  ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด, คุณบรรยง พงษ์พาณิช  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคิน – ภัทร และคุณฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) 

สำหรับงานวิจัยในหัวข้อ “เส้นทางแห่งความมั่งคั่ง”  ดร. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานคณะกรรมการบริหาร เปิดเผยว่า “การเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางนั้นไม่ยาก  แต่การที่จะก้าวข้ามไปเป็นประเทศที่ร่ำรวยนั้นไม่ง่าย  ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา มีเพียง 13 ประเทศจาก 101 ประเทศซึ่งสามารถยกระดับจากประเทศรายได้ปานกลางไปเป็นประเทศรายได้สูง  เกาหลีใต้และไต้หวันเป็นตัวอย่างที่ดีของการก้าวไปสู่ความมั่งคั่งด้วย กลยุทธ์การยกระดับมูลค่าผลิตภัณฑ์ ในขณะที่ประเทศไทยยังคงมีปัญหาอีกมากในเรื่องดังกล่าว  เห็นได้ชัดจากสินค้าที่ประเทศไทยผลิตและมีมูลค่าส่งออกสูง ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ แผงวรจรไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์  รถยนต์และส่วนประกอบรถยนต์  ที่ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียงปีละไม่ถึง 3% ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา 

ประเทศไทยต้องยกระดับมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยการ “ก้าวข้าม” กิจกรรมที่ให้มูลค่าเพิ่มต่ำสุดซึ่งได้แก่ การผลิต และการประกอบสินค้า ไปทำกิจกรรมอื่นๆ ในกระบวนการผลิตมีมูลค่าเพิ่มสูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการออกแบบ การวิจัยพัฒนา การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ  การตลาด   โลจิสติกส์ การสร้างแบรนด์ เป็นต้น  ทั้งนี้ ไม่มีประเทศใดในโลกที่จะสามารถยกระดับมูลค่าผลิตภัณฑ์ได้โดยไม่ให้น้ำหนัก กับการวิจัยพัฒนาและการสร้างนวัตกรรม  เกาหลีใต้และไต้หวันเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก โดยจะจัดสรรงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาให้เพิ่มสูงขึ้นตามระดับของรายได้ ที่สูงขึ้น   ในขณะที่ประเทศไทยกลับจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ลดลง

นอกจากนี้ ประสบการณ์จากต่างประเทศชี้ให้เห็นว่าปัจจัยที่จะทำให้เกิดความสำเร็จในการส ร้างนวัตกรรมและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ คือ ความเชื่อมโยงระหว่างแต่ละภาคส่วนซึ่งได้แก่ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการอย่างใกล้ชิดและบูรณาการ  แต่ประเทศไทยยังคงมีปัญหาในเรื่องนี้อยู่มาก  เห็นได้ชัดจากการที่เรายังผลิตบุคคลากรและงานวิจัยที่ไม่ตรงกับความต้องการ ของภาคเอกชนเท่าใดนัก  ตัวอย่างเช่น  ประเทศไทยส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์เป็นสินค้าหลัก แต่เรามีบุคคลากรที่ทำงานด้าน R&D ในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์เพียง 36 คน และมีการจดทะเบียนสิทธิบัตรด้าน IT เพียงแค่ 2 รายการในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา

ในทางกลับกัน จากลูกจ้างจำนวน 17.1 ล้านคนที่ทำงานในภาคเอกชน  มีเพียง 7,650 คนเท่านั้นที่ทำงานเต็มเวลาอยู่ในแผนก R&D   ยิ่งไปกว่านั้น  เราพูดกันมากเรื่องของการส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารเพื่อให้ประเทศไทยเป็น Food Hub  แต่จำนวนบัณฑิตที่จบสาขาวิทยาศาสตร์การอาหาร (food science) ของเรามีแค่ 1,601 คนจากจำนวนบัณฑิตและมหาบัณฑิตทั้งหมด 196,263 คน”  ดร. เศรษฐพุฒิกล่าวเพิ่ม

และท้ายสุดของงานสัมมนา ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานกรรมการฯ ได้กล่าวสรุปว่า “หลายสิ่งหลายอย่างที่พูดกันในวันนี้ ภาคส่วนต่างๆ สามารถเริ่มดำเนินการกันได้เลยโดยไม่ต้องรอภาครัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว  สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ  เราต้องประสานความเชื่อมโยงที่หายไประหว่างภาคส่วนทั้งสามให้กลับมาทำงาน ร่วมกันได้อย่างเข้มแข็ง   และเล่นบทบาทที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันในอนาคต”

**********************************************
สถาบันอนาคตไทยศึกษาขอขอบพระคุณสื่อมวลชนทุกท่านที่ช่วยเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ 


หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมใดๆ  โปรดติดต่อ:
สุนทรี ปานนิลวงศ์  / ฐานิดา กมลจรัสกิจ
โทร. 02 2645481-3   อีเมล์ network@thailandff.org
www.thailandfuturefoundation.org

ดาวน์โหลดเอกสาร

More News