"ภาษีมรดก" ยังไม่ตกผลึก

คนที่เห็นต่างกรณี "ภาษีมรดก" ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ต่างก็มีเหตุผลน่าฟังอย่างเรื่องการหลบเลี่ยง หรือไม่คุ้มค่าบริหารจัดการ สถาบันอนาคตไทยศึกษาของ "ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ" จึงรวบรวมข้อมูลจาก ทั่วโลก มีข้อเสนอแนะ ข้อสังเกตอย่างน่าสนใจ

ในรายงานระบุ ว่า มี 13 จาก 45 ประเทศที่เก็บภาษีมรดก ในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ส่วนใหญ่เก็บจาก "ผู้รับมรดก" มีเดนมาร์ก ฟินแลนด์ สหรัฐ เก็บจาก "กองมรดก" ส่วนไทยเก็บจากผู้รับมรดก มี 11 ประเทศที่เคยใช้ภาษีมรดกแต่เลิกไป เช่น สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และแคนาดา โดยมีเหตุผลต่างๆ เช่น สิงคโปร์เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ต่างชาติ มาลงทุน ออสเตรเลียมีการหลีกเลี่ยงกันมากไม่คุ้มกับการจัดเก็บเช่นเดียวกับแคนาดา จึงเก็บภาษีกำไรทรัพย์สินแทน

ในรายงานตั้งข้อสังเกตว่า หากไทยเก็บภาษีมรดกที่ 10% อัตราจัดเก็บเริ่มต้นสูงติด 1 ใน 5 ของประเทศที่มีอัตราภาษีมรดกเริ่มต้นสูงสุด เท่ากับญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ที่เศรษฐกิจดีกว่าไทย 7-8 เท่า การเก็บภาษีมรดกทำให้ คนเปลี่ยนพฤติกรรมการ "ออม" เช่น โยกสินทรัพย์ไป ต่างประเทศ หรือสะสมสินทรัพย์ที่ไม่ต้องขึ้นทะเบียนเพื่อ หลีกเลี่ยง

"ภาษีที่ดิน" อาจเป็นทางเลือกดีกว่าภาษีมรดก

ในรายงานยังระบุว่า ภาระภาษีคนไทยระหว่างทางมีไม่น้อย เช่น ภาษีที่เก็บจากรายได้ เก็บจากเงินปันผล ดอกเบี้ย และยังมีการจ่ายภาษีหลายประเภท ในอัตราที่สูงกว่า ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์

อย่างไรก็ตามมีบางประเด็นที่ "เห็นต่าง" จากรายงานชิ้นนี้ เท่าที่รู้ในเอเชียเกาหลีใต้ยังเก็บภาษีมรดก ส่วนประเทศที่ "ยกเลิก" ถ้าดูดีๆ อาจเป็นเพราะ "ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ" เหลือน้อยช่องว่างไม่ห่างเหมือนบ้านเรา

ส่วนที่บอกว่าจะทำให้เสีย "ภาษีซ้ำซ้อน" นั้นก็จริง แต่ทุกวันนี้ก็ซ้ำซ้อนอยู่แล้วจึงไม่แปลกที่จะเก็บภาษีมรดก

อยากจะเสนอว่ารายได้ภาษีมรดกไม่จำเป็นต้องเข้ารัฐ อาจจะตั้งเป็น "กองทุน" พัฒนาด้านการศึกษาหรือเป็นทุนให้เด็กไทยไปเรียนต่างประเทศมากๆ พัฒนาศักยภาพของเด็กไทย เช่น กีฬา ส่งเสริมอาชีพ ทักษะต่างๆ เป็นต้น

คนที่เสียภาษีจะมีความภูมิใจกว่าเอาเข้ารัฐแล้วก็โดนนักการเมืองโกง 

ทวี มีเงิน

ข่าวสด วันที่ 8 ตุลาคม 2557

More News