คอลัมน์: เมืองไทย25น.

เดิม คาดหวังว่าการส่งออกจะเป็นเครื่องยนต์เดียวที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ แต่ผ่านมาสองไตรมาสก็ยังไม่กระเตื้อง จุดอ่อนที่ถูกมองข้ามคือ ขีดความสามารถในการแข่งขันของเราลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ศักยภาพของเราต่ำลงต่ำกว่าเมื่อ 10 ปีก่อน  

เมื่อไม่กี่วัน ทีผ่านมาสถาบันอนาคตไทยศึกษาโดย "ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ" ส่งผลสำรวจการขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท ทั่วประเทศที่ครบวาระ 2 ปีมาให้ตรงกับที่คิดไว้พอดี ผลสำรวจพบว่า การที่ค่าจ้างเพิ่มขึ้น 300 บาท ในระยะเวลาสั้นๆ ทำให้ค่าจ้างเพิ่มแซงประสิทธิภาพแรงงานที่เพิ่มขึ้น  

แปล ไทยเป็นไทย คือ เราจ่ายค่าจ้างแพงขึ้นแต่แรงงานผลิตสินค้าได้เท่าเดิมหรือน้อยกว่า สะท้อนว่าความสามารถในการแข่งขันของเราแย่ลงเพราะต้นทุนค่าจ้างสูงขึ้น หากจะรักษาขีดความสามารถการแข่งขันก็ต้องเร่งเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานให้สูง ขึ้น  

อย่างไรก็ตามยังมีอีกหลายๆ อย่างที่เคยกลัวว่าจะเป็นปัญหากลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เช่นกรณีที่กรมการค้าภายในคาดว่าจะมีผลต่อเงินเฟ้อ 7% เอาเข้าจริงหลังจากขึ้นค่าแรงในปี 2554-2556 อัตราเงินเฟ้อขึ้นแค่ 3% หรือเกรงว่าจะมีคนตกงานเพิ่มแต่เอาเข้าจริงคนว่างงานลดลงมากกว่าช่วงก่อนการ ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำด้วยซ้ำ 

แต่ที่เป็นไปตามคาด เช่น แรงงานถูกตัดสวัสดิการที่เคย ได้ลง เช่น เสื้อผ้า อาหารหรือที่พักของคนงานในส่วนนี้ถูกตัดราว 20% แต่เมื่อคิดรวมๆ แล้วแค่ 2% ของค่าตอบแทนที่แรงงานได้รับ ขณะเดียวกันก็มีผลตอบแทนอื่นๆ เพิ่มขึ้นเช่น ค่าทิป ค่าโอที โบนัส เพิ่มเป็น 15% ของค่าตอบแทนทั้งหมด เมื่อหักกลบลบกันแล้ว ก็ไม่ได้ลดลง 

ที่เป็นไปตามคาดอีกอัน คือ สถานประกอบการปิดกิจการเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1.7 หมื่นรายต่อปี จากเดิมเคยปิดแค่ 7 พันรายต่อปีในปี 2553 เท่านั้น หากมองย้อนหลัง 2 ปีหลังจากขึ้นค่าแรงในด้านชีวิตความเป็นอยู่แรงงานดีขึ้นแน่ๆ  

แต่ ที่น่าห่วงตรงที่เราไม่ได้พัฒนาคุณภาพฝีมือให้สอดคล้องกับค่าแรงที่เพิ่ม ขึ้น หากเราจะแข่งขันในเวทีโลก แรงงานเป็นอีกเรื่องที่ต้องปฏิรูป และเป็นโจทย์ใหญ่อีกข้อของคสช. 
"ทวี มีเงิน"

หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันพฤหัสบดี 28 สิงหาคม 2557

More News