คอลัมน์: เศรษฐศาสตร์บัณฑิต

โดย ดร. บัณฑิต นิจถาวร

เมื่อช่วงหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ผมได้รับเอกสารจากสถาบันอนาคตไทยศึกษา เรื่อง แปดข้อเท็จจริงความเหลื่อมล้ำในไทย เป็นบทศึกษาทางเศรษฐศาสตร์จัดทำโดย ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ และคณะ ผมอ่านแล้วมีความเห็นว่าเป็นบทความที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาด้านการกระจาย (Distribution) ของประเทศไทยได้ลุ่มลึกและดีมากๆ บทความหนึ่ง วันนี้จึงอยากจะเขียนเรื่องนี้ โดยใช้ข้อมูลจากบทความดังกล่าว (สามารถอ่านได้ที่ www.thailandfuturefoundation.org) เพราะเรามักพูดกันแต่เรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจ หรือ Growth แต่จะละเลยปัญหาด้านการกระจายที่มีความสำคัญต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

แปดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ถ้าจะสรุปก็คือ

หนึ่ง ปัญหาความเหลื่อมล้ำของไทยไม่ดีขึ้นเลยในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมาตรงกับข้อสังเกตที่ว่า เศรษฐกิจยิ่งโตยิ่งเหลื่อมล้ำ โดยความแตกต่างของรายได้ของครอบครัวที่จนที่สุดสิบเปอร์เซ็นต์กับครอบครัวที่รวยที่สุดสิบเปอร์เซ็นต์เพิ่มมากขึ้น จากความแตกต่างประมาณ 20 เท่าในปี 2529 เป็น 21 เท่าในปี 2554

สอง ครอบครัวในประเทศไทยปี 2554 มี 2.2 ล้านครอบครัว ประมาณร้อยละ 40 ของครอบครัวที่จนที่สุดสิบเปอร์เซ็นต์ (รายได้เฉลี่ย 4,266 บาทต่อเดือน) จะมีคนชราเป็นหัวหน้าครอบครัว โดยมีรายได้หลักจากเงินที่ลูกหลานส่งมาให้ อีกร้อยละ 25 เป็นครอบครัวเกษตรกร ขณะที่ครอบครัวที่รวยที่สุดสิบเปอร์เซ็นต์ (รายได้เฉลี่ย 90,048 บาทต่อเดือน) ประมาณร้อยละ 40 เป็นครอบครัวที่ประกอบวิชาชีพเฉพาะทาง เช่น หมอ วิศวกร และอีกร้อยละ 12 เป็นเจ้าของธุรกิจ

สาม เกือบครึ่งหนึ่งของครอบครัวไทยมีรายได้น้อยกว่า 15,000 บาทต่อเดือน (ปี 2554) โดยรายได้เฉลี่ยของครอบครัวไทยตกประมาณ 23,000 บาทต่อเดือน แต่รายได้ที่ครอบครัวไทยได้รับมากที่สุดก็คือ 7,000 - 8,000 บาทต่อเดือน ซึ่งมีราว 1.1 ล้านครอบครัว

สี่ ความเหลื่อมล้ำที่แท้จริงจะแย่กว่าที่รายงานทั่วไปอย่างน้อย 25 เปอร์เซ็นต์ เพราะรายได้รวมของครัวเรือนที่ได้จากรายงานการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (ซึ่งเป็นข้อมูลหลักที่ใช้วัดความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้) มีประมาณ 6.4 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าตัวเลขรายได้ครัวเรือน ที่สภาพัฒน์ประมาณการในการคำนวณตัวเลขจีดีพีประเทศ ที่ประมาณออกมา 7.3 ล้านล้านบาท ดังนั้น ถ้ารวมตัวเลขที่หายไปเกือบ หนึ่งล้านล้านบาท ความเหลื่อมล้ำจะมากขึ้นกว่าตัวเลขที่ประเมินจากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคม

ห้า ความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งของประเทศไทยอยู่เกือบอันดับสุดท้ายของโลก คือ เหลื่อมล้ำมากเป็นอันดับที่ 162 จาก 174 ประเทศ โดยกลุ่มที่มั่งคั่งที่สุดสิบเปอร์เซ็นต์ของไทยจะมีสัดส่วนในรายได้ของประเทศประมาณ 38 เปอร์เซ็นต์ ทรัพย์สินสุทธิ 57 เปอร์เซ็นต์ ที่ดิน 60 เปอร์เซ็นต์ และเงินฝาก 93 เปอร์เซ็นต์

หก ทรัพย์สินเฉลี่ยของครอบครัวของ ส.ส. (500 ครัวเรือน) แต่ละครอบครัวรวยกว่าอีก 99 เปอร์เซ็นต์ของครอบครัวไทย (อ่านรายละเอียดจากบทความ)

เจ็ด นอกเหนือจากรายได้และทรัพย์สินยังมีความเหลื่อมล้ำในมิติอื่นๆ เช่น การเข้าถึงการศึกษา สาธารณสุขที่มีคุณภาพ และ

แปด ความเหลื่อมล้ำที่สำคัญที่สุดที่ควรแก้ คือ ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส

ทั้งแปดข้อนี้เป็นข้อเท็จจริงที่นำเสนอในบทความ และผมสรุปมาบางส่วน ไม่ทั้งหมด ผู้อ่านที่สนใจควรอ่านรายงานฉบับสมบูรณ์ แต่เท่าที่สรุปมาคงพอเห็นภาพว่า ประเทศเรามีปัญหาด้านการกระจายค่อนข้างมาก และถ้าปัญหานี้แย่ลง ไม่มีการแก้ไข ก็จะสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของประเทศมากขึ้นๆ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ (กระทบความสามารถของเศรษฐกิจที่จะขยายตัวในระยะยาว) ด้านการเมือง (ความเหลื่อมล้ำนำไปสู่โอกาสทางการเมืองและการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองที่ไม่เท่าเทียมกัน) และด้านสังคม (มีปัญหาด้านความปลอดภัยและความขัดแย้ง) ด้วยเหตุนี้ปัญหาด้านการกระจายที่รุนแรงจึงมักถูกมองว่าเป็นจุดอ่อน (Achilles’ heel) ของเศรษฐกิจและของประเทศ

ในกรณีของไทย ความเหลื่อมล้ำได้นำไปสู่ความแตกต่างในระดับความเป็นอยู่ของคนในประเทศที่ชาวต่างประเทศมองเห็นได้ชัดเจนและพูดถึงมาก ล่าสุดคือ รายงานของสำนักข่าว Global Post เรื่อง The Great Divide : Global income inequality and its cost ที่ได้ยกประเทศไทยเป็นตัวอย่าง ว่าเหมือนมีโลกสองโลกอยู่ในประเทศเดียว ในแง่เศรษฐศาสตร์ คำถามที่ตามมาก็คือ หนึ่ง ความเหลื่อมล้ำที่มีมากไม่ดีต่อเศรษฐกิจอย่างไร สอง เราจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร

ปัญหาความเหลื่อมล้ำดีหรือไม่ดีต่อเศรษฐกิจเป็นข้อถกเถียงที่นักเศรษฐศาสตร์มีมานานจนพัฒนาขึ้นมาเป็นแนวคิดทางการเมืองระหว่างพวกอนุรักษนิยมที่ไม่สนใจเรื่องความเหลื่อมล้ำว่าเป็นปัญหากับพวกเสรีนิยมที่มองว่า ความเหลื่อมล้ำที่มีมากเป็นภัยต่อเศรษฐกิจและต่อประเทศ และตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 2008 แนวคิดว่า ความเหลื่อมล้ำที่มีมากเป็นภัยต่อเศรษฐกิจ ได้รับการยอมรับมากขึ้นๆ โดยเฉพาะจากงานเขียนล่าสุดของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล คือ Joseph Stiglitz ในหนังสือ The Price of Inequality หรือ ผลกรรมความเหลื่อมล้ำ (แปลเอง) ที่เสนอแนวคิดว่า ความเหลื่อมล้ำที่มีมากไม่ดีทั้งต่อ การขยายตัวของเศรษฐกิจ และต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ เพราะความเหลื่อมล้ำที่มีมากทำลายอำนาจซื้อของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ทำให้ประเทศขาดความต้องการภายในที่จะใช้จ่าย (เพราะไม่มีเงิน) ทำให้ขาดพลังขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ก็นำมาสู่ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพ เพราะรัฐบาล เมื่อประชาชนไม่มีรายได้พอที่จะใช้จ่าย ก็มักใช้นโยบายประชานิยมภายใต้ชื่อต่างๆ แก้ไข โดยพยายามทำให้ประชาชนสามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น เพื่อเพิ่มการใช้จ่ายโดยการสร้างหนี้ ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ดีชั่วคราว แต่เศรษฐกิจก็กลับมาชะลออีก เมื่อการกระตุ้นโดยนโยบายประชานิยมจบลง ผลที่ตามมาก็คือปัญหาการชำระหนี้ของครัวเรือน ปัญหาคุณภาพสินทรัพย์หรือหนี้เสีย ที่อาจนำไปสู่ความไม่มีเสถียรภาพของเศรษฐกิจในที่สุด นอกจากนี้ ก็มีแนวคิดว่า เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวได้ต่ำ (เพราะความเหลื่อมล้ำมีมาก) ครัวเรือนที่มีรายได้สูง ก็จะพยายามเพิ่มผลตอบแทนให้กับการลงทุนของตน โดยการเก็งกำไร ซึ่งก็จะสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง อันนี้คือผลของปัญหาความเหลื่อมล้ำที่มีต่อเศรษฐกิจทั้งด้านการขยายตัวและเสถียรภาพ

ต่อคำถามว่า แล้วเราจะแก้ไขปัญหาอย่างไร คำตอบที่ยอมรับกันมากที่สุดก็คือ ต้องลดความไม่เท่าเทียมกันด้านโอกาสก่อน เพื่อให้คนที่เกิดในสังคมไม่ว่าจนหรือรวยสามารถมีโอกาสที่จะยกฐานะทางเศรษฐกิจ และสังคมของตนเองได้ (Social Mobility) โดยที่ไม่ต้องทำผิดกฎหมาย (เช่น คอร์รัปชัน) ผ่านนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งสร้างโอกาสให้กับคนในสังคม ให้มีโอกาสไม่แตกต่างกันมาก ที่จะเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เข้าถึงแหล่งเงินทุนหรือสินเชื่อเพื่อทำธุรกิจ เข้าถึงความปลอดภัยในการรักษาสินทรัพย์ที่หามาได้ เช่น มีบัญชีเงินฝากในธนาคารพาณิชย์ ประเทศมีระบบการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็ง และเข้าถึงโอกาสของการมีงานทำบนพื้นฐานความรู้ความสามารถ ในเรื่องนี้ประเด็นที่ต้องตระหนักมาก ซึ่งรวมถึงประเทศไทยก็คือ ประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำในการกระจายทรัพย์สินหรือความมั่งคั่ง (Wealth distribution) มาก ความแตกต่างในโอกาสของคนในประเทศยิ่งจะมีมาก จำเป็นต้องแก้ไข เพื่อลดความแตกต่างหรือความได้เปรียบเสียเปรียบด้านโอกาสของคนในสังคมตั้งแต่จุดเริ่มต้น

ในลักษณะนี้ สิ่งที่เราต้องทำเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศจึงมีมาก มีหลายมิติ และจำเป็นต่อการเติบโตและเสถียรภาพของประเทศในระยะยาว


หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ 28 เมษายน 2557



More News