ข่าวประชาสัมพันธ์ (24 เมษายน 2556)

สถาบันอนาคตไทยศึกษา เสนอ 5 เรื่องที่รัฐควรทำเพื่อลดความเสี่ยงภาระหนี้  เน้นการลงทุน 2 ล้านล้านต้องตอบคำถาม "ถุกที่" และ "ถูกวิธี" 




24 เมษายน 2556 –    สถาบันอนาคตไทยศึกษาร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “โครงการ 2 ล้านล้าน กับอนาคตประเทศไทย”   นำเสนอความเห็นต่อการกู้เงิน 2 ล้านล้านเพื่อใช้ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานว่าก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อภาระหนี้ของประเทศหรือไม่   โครงการนี้ตอบคำถามในเรื่องของการลงทุนที่ “ถูกที่” และ “ถูกวิธี” หรือไม่  ภาคส่วนต่างๆ มีความเห็นต่อโครงการนี้อย่างไร  พร้อมเสนอ 5 สิ่งที่รัฐควรทำเพื่อลดความเสี่ยงทางการคลังของประเทศในอนาคต   

ในงานสัมมนานี้  นอกเหนือจากการบรรยายในหัวข้อ “โครงการ 2 ล้านล้าน กับอนาคตประเทศไทย :  ความเสี่ยงต่อภาระหนี้” แล้ว  สถาบันฯ  ยังจัดให้มีเวทีเสวนาเพื่อร่วมแสดงความเห็นในเรื่องนี้ โดยได้รับเกียรติจากศาสตราภิชาน ดร. ทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์    คุณบรรยง พงษ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคิน-ภัทร    และคุณอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการ บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด บนเวทีดังกล่าว

ดร. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันอนาคตไทยศึกษา  กล่าวบรรยายว่า  “โครงการ 2 ล้านล้านเป็นเรื่องที่สังคมและสาธารณชนให้ความสนใจมากในปัจจุบัน   เนื่องจากเป็นโครงการที่ใช้เงินลงทุนมูลค่ามหาศาล   เป็นหนี้สาธารณะที่จะเป็นภาระต่องบประมาณของประเทศในอนาคต   แต่การที่จะบอกว่าประเทศมีความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้หรือไม่  เราควรต้องทำความรู้จักกับเรื่องของหนี้สาธารณะให้มากขึ้น   จากข่าวที่รายงานเรื่องหนี้สาธารณะมักจะเป็นกรนำเสนอตัวเลขตามขอบเขตที่กระทรวงการคลังรายงาน  แต่ไม่ได้รวมหนี้อีกหลายประเภทที่อาจจะเป็นภาระต่องบประมาณ   บ่อยครั้งมีการกล่าวว่าหากสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงเกิน 60%  ประเทศไทยจะเกิดวิกฤติทางการคลัง   แต่ในความเป็นจริงแล้ว  สัดส่วนนี้จะเป็นอย่างไร  อาจไม่ใช่เรื่องสำคัญนัก  หากประเทศยังมีความสามารถในการชำระหนี้ได้  สิ่งสำคัญที่เราต้องดูควรเป็นภาระหนี้ต่อรายได้สุทธิของรัฐบาลมากกว่า"

อยากจะยกตัวอย่างของญี่ปุ่นที่มีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงถึง 224% ซึ่งสูงกว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของกรีซ  แต่ที่ญี่ปุ่นยังไม่เกิดวิกฤตการณ์ทางการคลังอย่างกรีซ   เนื่องจากภาระในการชำระหนี้ของญี่ปุ่นยังไม่มากนัก  ญี่ปุ่นมีภาระดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐบาลที่ 11% ในขณะที่กรีซมีภาระดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐบาลสูงถึง 31% สาเหตุที่ภาระการชำระดอกเบี้ยของญี่ปุ่นต่ำกว่ากรีซ  เป็นพราะว่ารัฐบาลญี่ปุ่นเน้นการกู้เงินภายในประเทศซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยต่ำ ในขณะที่กรีซกลับเน้นการกู้ยืมจากต่างประเทศในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า   กรีซจึงมีภาระหนี้ที่สูงและนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการคลัง 

สำหรับประเทศไทย ภาระหนี้ในปัจจุบันยังไม่น่าห่วง  แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือภาระการคลังที่อาจเพิ่มสูงขึ้นจากการดำเนินนโยบายประชานิยม  เราอาจจะไม่ประสบวิกฤติทางการคลังเหมือนอย่างกรีซ   แต่ก็จะมีฐานะทางการเงินที่อ่อนแอลง  เนื่องจากมีภาระหนี้ที่สูงขึ้น  ส่งผลให้เหลืองบประมาณที่จะนำไปใช้ในเรื่องอื่นๆ น้อยลง   นอกจากนี้  เราจะอยู่ในภาวะเสี่ยง หากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในอนาคตสูงขึ้น   และหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน  เราก็อาจจะไม่สามารถรับมือได้”   ดร. เศรษฐพุฒิ กล่าวเพิ่มเติม

ดังนั้น ถ้าเราจะต้องกู้เงิน  2 ล้านล้านบาท  เราต้องตอบคำถาม 2 ข้อซึ่งได้แก่  หนึ่ง เราลงทุนได้ “ถูกที่”  และสอง เราลงทุนได้ “ถูกวิธี” หรือไม่   การลงทุนให้ “ถูกที่”  หมายถึงการลงทุนในด้านที่ประเทศต้องการ  ซึ่งถ้าดูจากอันดับขีดความสามารถที่ไทยได้รับ เรื่องโครงสร้างพื้นฐานของไทยก็ไม่ได้ดูแย่นัก แต่ด้านที่ประเทศต้องการ เช่นเรื่องนวัตกรรมและพลังงาน กลับไม่ได้รับความสำคัญเท่าใดนัก  นอกจากนี้  เรายังต้องลงทุนอย่างคุ้มค่าในโครงการที่ได้รับประโยชน์หรือมีคุณค่ามากกว่า   โครงการ Airport Link เป็นหนึ่งในบทเรียนที่ทำให้เราเห็นถึงการดำเนินโครงการที่คาดการณ์ว่าจะได้ผู้โดยสารจำนวนมาก  แต่ในความเป็นจริง  ตัวเลขผู้โดยสารที่ใช้บริการกลับน้อยกว่าจำนวนผู้โดยสารคาดการณ์ถึง 10 เท่า

ส่วนการลงทุนให้ “ถูกวิธี”  จะหมายถึง 3 กระบวนการสำคัญในการดำเนินโครงการ ได้แก่ การวิเคราะห์เพื่อจัดสรรงบประมาณ  การติดตาม และการประเมินผล  ทั้งนี้ หากดูแผนงานของโครงการใหญ่ๆ แบบ 2 ล้านล้าน  เรากลับไม่พบรายละเอียดที่เปิดเผยแก่สาธารณชนเท่าใดนัก หากเป็นโครงการแบบเดียวกันในต่างประเทศ เราจะเห็นการวิเคราะห์โครงการที่มีรายละเอียดอย่างครบถ้วน  นอกจากนี้  ระบบการติดตามที่เห็นก็เป็นเพียงสิ่งที่บอกความก้าวหน้าของโครงการเท่านั้น  แต่ไม่มีการระบุชื่อผู้รับผิดชอบ  สาเหตุของความล่าช้า และกระบวนการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกแต่อย่างใด  อีกทั้งยังไม่มีการระบุถึงผู้รับผิดชอบการประเมินหลังโครงการเสร็จสิ้นอีกด้วย

ดังนั้น 5 เรื่องที่รัฐบาลควรทำเพื่อลดความเสี่ยงทางการคลังของประเทศ คือ  1)   ควรเลิกนโยบายประชานิยมในแบบที่ไม่จำกัดวงเงินงบประมาณ  2)  ควรบริหารจัดการเงินลงทุนในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยรัฐควรจะลดขนาดการกู้ยืมลงและชำระเงินต้นให้มากขึ้น  3)  ควรมีการบริหารจัดการที่ชัดเจน  ต้องกำหนดว่าหน่วยงานใดจะทำหน้าที่บริหาร และมีวิธีการบริหารอย่างไร  4)  ต้องมีระบบตรวจสอบและประเมินผล   สำหรับโครงการภาครัฐที่มีการลงทุนขนาดใหญ่ และ 5)  ต้องสร้างกลไกความรับผิดรับชอบที่ชัดเจน    มีผู้รับผิดรับชอบและกลไกที่มีประสิทธิภาพในการนำผู้ที่เกี่ยวข้องมาลงโทษ เมื่อเกิดความเสียหาย ไม่ว่าจะจากเจตนาทุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง”  ดร. เศรษฐพุฒิ กล่าวสรุป

สำหรับท่านที่สนใจ  สามารถอ่านหรือดาวน์โหลดรายละเอียดแบบสมบูรณ์ของรายงานที่เกี่ยวกับหนี้สาธารณะ และเอกสารนำเสนอประกอบการสัมมนา  จากเว็บไซด์ของสถาบันอนาคตไทยศึกษา (www.thailandfuturefoundation.org)

**********************************************

สถาบันอนาคตไทยศึกษาขอขอบพระคุณสื่อมวลชนทุกท่านที่ช่วยเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ 

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมใดๆ  โปรดติดต่อ:
สุนทรี ปานนิลวงศ์  / ฐานิดา กมลจรัสกิจ
โทร. 02 2645481-3   อีเมล์ network@thailandff.org
www.thailandfuturefoundation.org

ดาวน์โหลดเอกสาร

More News