จับชีพจรประเทศไทย   (ตอนที่ 3/3)


ในตอนที่แล้ว  สถาบันอนาคตไทยศึกษาได้ฉายภาพอดีต  20 ปีเพื่อให้รู้ว่าประเทศไทยมีวิวัฒนาการหรือการเปลี่ยนแปลงใดที่ทำให้เรามายืนอยู่  ณ จุดนี้ในวันนี้   แต่ในตอนที่  3  นี้  เราจะย้อนอดีตไปกับประสบการณ์ของบุคคลต่างๆ  ในหลากหลายอาชีพ อาทิ  นักวิชาการ นักธุรกิจ นักเศรษฐศาสตร์ อดีตนักการเมือง  อดีตข้าราชการ  ฯลฯ   เพื่อสะท้อนให้เห็นอีกด้านของความเห็นที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยในอดีต และชีพจรของประเทศไทยในปัจจุบัน

    < click เพื่ออ่านบทสัมภาษณ์ >

เริ่มต้นด้วยมิติด้านเศรษฐกิจ   ที่หลายท่านเห็นตรงกันว่ามีการเปลี่ยนแปลงใน  3 เรื่องใหญ่ๆ  ที่ส่งผลกระทบสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศในช่วง 20 ปีจนถึงปัจจุบัน

  1. วิกฤติเศรษฐกิจปี  2540   ได้สร้างบทเรียนให้ภาคการเงินของไทยมีความเข้มแข็งขึ้น   ในขณะที่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงกำลังอ่อนแอจากการไม่เคยเผชิญวิกฤติ    ทำให้เราละเลยที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
  2. พรรคการเมืองไทยมีบทบาทมากขึ้นในการสื่อสารกับประชาชนโดยตรง  และนำเรื่องต่างๆ ที่เป็นความต้องการของประชาชนมากำหนดเป็นนโยบายเพื่อปฏิบัติ    ซึ่งเป็นที่มาของนโยบายประชานิยมที่ลดทอนประสิทธิภาพของคน   
  3. การเชื่อมโยงของระบบไอทีที่เปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างพลิกโฉม 

ในขณะที่มิติด้านสังคม   ซึ่งประกอบไปด้วยเรื่องของการศึกษา  สาธารณสุข   วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ที่ล้วนแต่มีความเชื่อมโยงระหว่างกันและสามารถกระทบไปเป็นปัญหาสังคมได้    หลายๆ ท่านให้ความเห็นว่าระบบการศึกษาไทยยังน่าเป็นห่วงเพราะเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ    เด็กไทยยังขาดทักษะพื้นฐาน   4  เรื่องซึ่งได้แก่ ภาษา การคิดเป็น การรักการอ่าน และการเล่นกีฬา    นอกจากนี้  เด็กส่วนใหญ่เริ่มไม่เลือกเรียนสายวิทยาศาสตร์และสายอาชีวะเพราะไม่เห็นความก้าวหน้าในสายอาชีพทั้งที่ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาขาดแคลนนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ และแรงงานทักษะที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว     และจากการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาบ่อยครั้งได้สร้างความไม่ต่อเนื่องของนโยบายพัฒนาระบบการศึกษาของประเทศ   ในขณะที่รัฐบาลก็ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ   โดยเฉพาะการวิจัยและพัฒนาซึ่งเห็นได้จากงบวิจัยที่ได้รับการจัดสรรในสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือเทียบกับกระทรวงอื่นๆ     

และถึงแม้ว่าระบบสาธารณสุขของไทยจะมีการพัฒนาบุคคลากรที่เข้มแข็งมากพอควร   แต่ก็ยังมีปัญหาอีกหลายด้านที่ควรได้รับการแก้ไข  เช่น  ปัญหาเงินในระบบประกันสุขภาพที่ไม่เพียงพอ  จำนวนแพทย์ทั่วไปที่มีจำนวนน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับแพทย์เฉพาะทาง  การกระจุกตัวของแพทย์และพยาบาลในเมือง   การผลิตบุคคลากรทางการแพทย์ที่ยังไม่เชื่อมโยงกับความต้องการของสังคม   ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และคนไข้ที่แย่ลง เป็นต้น

สำหรับมิติด้านธรรมาภิบาลภาครัฐ      เกือบทุกท่านเห็นว่าคอร์รัปชั่นยังคงเป็นปัญหาที่ยังถ่วงความเจริญให้ประเทศเสื่อมถอยได้อย่างรุนแรงและรวดเร็ว   สาเหตุที่ทำให้คอร์รัปชั่นของไทยทวีความรุนแรงขึ้นเนื่องมาจากการกำกับดูแลที่ดี (governance) ของภาครัฐและภาคเอกชนสวนทางกัน  ส่งผลให้ภาพรวมในเรื่องธรรมาภิบาลของประเทศไม่ได้ดีขึ้น    นอกจากนี้    ประเทศไทยยังขาดนโยบายที่ต่อเนื่องและกลยุทธ์ที่เหมาะสม  ซึ่งมีสาเหตุสำคัญจากการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีอยู่บ่อยครั้ง   อีกทั้งยังขาดการประสานงานที่ดีระหว่างกระทรวง  มีการแต่งตั้งผู้บริหารกระทรวงโดยอิงกับเงื่อนไขทางการเมือง   และมีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำแบบไม่เป็นธรรมและไม่สุจริต  สำหรับปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นเสมือนอุทธาหรณ์ที่เตือนสติให้เห็นว่า หากขาดการร่วมใจกันทำงานอย่างบูรณาการแล้ว  ปัญหาก็จะยิ่งยืดเยื้อ  รุนแรง ยากต่อการแก้ไข  และท้ายที่สุดก็จะกระทบกับประเทศในภาพรวม

ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการภาครัฐของเรายังมีความบกพร่องเชิงบริหารใน 3 ประการ คือ  เน้นรูปแบบมากกว่าเนื้อหาสาระ  (Form without substance)   เน้นเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ  (Quantity without quality)  และยังทำงานโดยไม่คำนึงถึงกลยุทธ์  (Action without strategy) ทำให้ภาครัฐไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิผล   และทำให้เกิดการพัฒนาแบบยั่งยืนและครอบคลุมได้

แล้วเราควรจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยดีขึ้น   มาค้นหาคำตอบและนำเสนอทางออกร่วมกัน  ในงานสัมมนา “จับชีพจรประเทศไทย”   จัดโดยสถาบันอนาคตไทยศึกษา ร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ในวันพฤหัสที่ 17 ตุลาคม 2556  ที่โรงแรมพลาซา แอทธินี รอยัล เมอริเดียน   พร้อมรับหนังสือ “จับชีพจรประเทศไทย”  ที่ถ่ายทอดเนื้อหาแบบสมบูรณ์ของ Background Paper : a nation in decline?   และบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มของบุคคลในแวดวงต่างๆ  ในงานสัมมนานี้   (อ่านรายละเอียดงานสัมมนาได้จากเว็บไซด์ www.thailandfuturefoundation.org)