จับชีพจรประเทศไทย  (ตอนที่ 2/3)

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Background paper  “A nation in decline?”  ที่จะนำเสนอในงานสัมมนา Thailand Future Forum ครั้งที่ 4  “จับชีพจรประเทศไทย”   ซึ่งจัดโดยสถาบันอนาคตไทยศึกษา ร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ  ในวันที่ 17 ตุลาคม 2556  โรงแรมพลาซา แอทธินี รอยัล เมอริเดียน ถนนวิทยุ  


เรามายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้อย่างไร : ย้อนอดีต 20 ปีประเทศไทย

จากการจับชีพจรประเทศไทยในตอนที่ 1   สถาบันอนาคตไทยศึกษาได้นำเสนอ   “3 อาการ”  ที่เริ่มฟ้องถึงของความเสื่อมถอยของประเทศไทย   และขอต่อด้วยการนำทุกท่านกลับไปย้อนมองอดีตของเราในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาว่าเราได้ทำอะไรลงไปจึงทำให้เรามายืนอยู่ ณ จุดนี้   ทั้งนี้  การมองย้อนอดีตจะช่วยทำให้เราเข้าใจอะไรได้ดีขึ้น  และสร้างบทเรียนที่จะช่วยไม่ให้เราไม่ก้าวพลาดซ้ำรอยในอนาคต

  • ด้านเศรษฐกิจ:      เน้นการเพิ่มการผลิตมากกว่าเพิ่มผลิตภาพ

    20  ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก    แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงปี 2555   อัตราการเติบโตเฉลี่ยของเราตกมาอยู่ที่อันดับ  81      สาเหตุหนึ่งมาจากการที่ประชากรในประเทศมีอายุเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว    ประชากรในวัยแรงงานที่เคยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.5% ในระหว่างปี 2533-2543  ก็ลดเหลือเพียง 0.2%  ในระหว่างปี 2553-2563    และอัตราการเติบโตนี้กำลังจะติดลบในอีกประมาณ 5 ปีข้างหน้า   อย่างไรก็ดี  แม้ว่าจำนวนแรงงานจะน้อยลง แต่เศรษฐกิจก็ยังคงเติบโตได้หากแรงงานเหล่านั้นมีผลิตภาพแรงงานสูง     แต่สำหรับประเทศไทยกลับมีสภาวะตรงกันข้าม ผลิตภาพแรงงานของเราเพิ่มขึ้นน้อยมาก    ที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระดับการลงทุนที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่นับตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ    การลงทุนของไทยในปี 2555  ยังคงอยู่ที่ประมาณ 80% ของการลงทุนปี 2539   ในขณะที่ประเทศอื่นๆ   ซึ่งเผชิญวิกฤติเช่นกัน แต่ก็สามารถฟื้นระดับการลงทุนให้กลับมาสูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตได้ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ (117%) อินโดนีเซีย (152%)  หรือมาเลเซีย (111%)

    การลงทุนโดยรวมที่ว่าน้อยอยู่แล้ว    แต่การลงทุนด้านความรู้และทักษะยิ่งน้อยมาก     ไม่เพียงแค่สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนาของไทยจะน้อยมากเมื่อเทียบกับรายได้  (0.24%ของ GDP)   แต่สัดส่วนนี้ยังแทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลยในช่วง 10 ปี และกลับลดลงเล็กน้อยด้วยซ้ำไป

  • ด้านสังคม:     การเข้าถึงดีขึ้น ... แต่คุณภาพแย่ลง

    จริงอยู่ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านการศึกษาได้มากขึ้น    ใน 20 ปีที่ผ่านมา มีเด็กจบชั้นมัธยมปลาย  (รวมปวช.)  และจบปริญญาตรีเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับประชากรในวัยเดียวกัน    แต่ปัญหาอยู่ที่คุณภาพ   เพราะไม่ว่าจะดูจากการสอบวัดผลภายในประเทศอย่าง O-Net   จะพบว่าผลสอบ 4 วิชาหลัก คือคณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทยของเด็กชั้น ป.6,  ม.3 และม.6  ในปี 2555  ได้คะแนนลดลงแทบทุกวิชาและในทุกระดับชั้นเมื่อเทียบกับปี 2549    หรือหากดูผลการสอบระดับนานาชาติอย่าง PISA  ที่ใช้ทดสอบเด็กกว่า 60 ประเทศทั่วโลกใน 3 วิชาคือคณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์ และการอ่าน จะพบว่าคะแนนปีล่าสุดลดลงจากปี 2543  ในทุกวิชาเช่นกัน   ทั้งๆ ที่งบประมาณด้านการศึกษาของไทยนั้นสูงถึง 4% ของ GDP  และมากกว่าสิงคโปร์ (3.3%)    ในขณะที่กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณสูงสุด (22%)  และงบที่ได้รับเพิ่มขึ้นกว่า 8 เท่าในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา 

    ที่น่าเป็นห่วงที่สุด  น่าจะเป็นปัญหาสังคมของเยาวชนในอนาคต     ปัจจุบันมีเด็กที่ไม่ได้อาศัยอยู่กับทั้งพ่อและแม่ราว 40%   เพิ่มจาก 27% ในปี 2537   ซึ่งเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเด็กเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะออกนอกลู่นอกทางมากขึ้น    นอกจากนี้   จำนวนคดีเด็กและเยาวชนเฉลี่ยระหว่างปี 2550-2554  ก็เพิ่มขึ้นจากปี 2539-2543 ถึง 40%  ส่วนใหญ่เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด   และที่สำคัญไม่ใช่เพียงแค่เยาวชนที่มีปัญหา  แต่ยังรวมไปถึงรุ่นลูกของเยาวชนอีกด้วย  ซึ่งพบว่าเฉพาะแค่ปี 2554 เพียงปีเดียว  มีเด็กถึง 114,000 คนที่เกิดจากแม่ที่ยังเป็นวัยรุ่น

  • ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม:    จากที่สถานการณ์แย่อยู่แล้ว ...  ก็ยิ่งแย่ลงไปอีก
    ประเทศไทยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา  นอกจากจะเป็นการสร้างผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนอย่างมหาศาลแล้ว  ยังสะท้อนว่าเราใช้พลังงานได้อย่างสิ้นเปลือง  ประเทศไทยถูกจัดให้เป็นประเทศที่ใช้พลังงานได้ฟุ่มเฟือยมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก  ทั้งๆ ที่เรายังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและกระแสไฟฟ้าในสัดส่วนที่สูง

    ในปี 2554   เรามีขยะเพิ่มขึ้นวันละกว่า  41,000 ตัน เพิ่มขึ้น 35% จากปี 2533   ปริมาณขยะที่เราทิ้งรวมกันภายใน 10 ปีที่ผ่านมามีปริมาณสูงถึง 1.64 แสนล้านตัน   ซึ่งถ้าจะจินตนาการว่ามีปริมาณมากเพียงใด  ก็ให้ลองคิดว่าหากเรานำขยะเหล่านี้มาฝังกลบจะต้องใช้พื้นที่ในการฝังกลบเท่ากับเกาะสมุยถึง 2 เกาะ

  • ด้านธรรมาภิบาลภาครัฐ :    ชิ้นส่วนสำคัญที่หายไป

    ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในลำดับที่  88 จาก 174 ประเทศในการจัดอันดับ  Corruption Perception Index ประจำปี 2556      ถ้าดูจากดัชนีด้านการควบคุมปัญหาคอร์รัปชั่นที่จัดทำโดยธนาคารโลกจะพบว่าเราจัดการเรื่องของคอร์รัปชั่นได้แย่ลงเมื่อเทียบกับปี 2539   เนื่องจากเราได้คะแนนลดจาก 50  เหลือเพียง 44 คะแนน   ทั้งๆ ที่ปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นวาทกรรมหลักที่อยู่ในความสนใจของประชาชนและมีข่าวปรากฏบ่อยครั้งตามหน้าหนังสือพิมพ์   แต่ที่ผ่านมา มีนักการเมืองที่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายจากคดีคอร์รัปชั่นเพียงคนเดียว คือ นายรักเกียรติ สุขธนะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข   ซึ่งถูกศาลตัดสินจำคุก 5 ปี แสดงให้เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดความรับผิดรับชอบยังมีอยู่อย่างจำกัด

    ความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลจะเกิดขึ้นเมื่อการเมืองมีเสถียรภาพ    เพราะเรามักคิดว่าเสถียรภาพทางการเมืองเป็นเรื่องของการเปลี่ยนรัฐบาล  ทำให้เรามองข้ามเสถียรภาพในระดับของการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมตรีและการโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการ    แม้ว่าเราจะไม่มีการเปลี่ยนรัฐบาลก็ตาม   แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาก็ถูกปรับเปลี่ยนมากถึง 4 คน ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา   ทั้งนี้  ระยะเวลาดำรงตำแหน่งโดยเฉลี่ยของรัฐมนตรีทั้ง 19 กระทรวงอยู่ที่ 11 เดือนเท่านั้น  ในขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดใน 20 จังหวัดใหญ่ก็มีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งเฉลี่ยเพียง 17 เดือน

 

จากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา   คงทำให้ทุกท่านเห็นภาพว่าทำไมประเทศไทยถึงมาอยู่ ณ  จุดนี้  และแน่นอนว่าหากเรายังไม่คิดที่จะเปลี่ยนแปลงหรือทำอะไรให้ดีขึ้น    อนาคตที่เราจะเข้าสู่ยุคเสื่อมถอยก็คงอยู่อีกไม่ไกล 

ในบทความฉบับหน้าซึ่งเป็นตอนสุดท้าย  จะเป็นการสรุปมุมมองและความเห็นจากการสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ ที่ใช้ชีวิตและผ่านประสบการณ์ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับประเทศไทยนับจากวันนั้นจนถึงวันนี้