จับชีพจรประเทศไทย  (ตอนที่ 1/3)

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Background paper  “A nation in decline?”  ที่จะนำเสนอในงานสัมมนา Thailand Future Forum ครั้งที่ 4  “จับชีพจรประเทศไทย”   ซึ่งจัดโดยสถาบันอนาคตไทยศึกษา ร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ  ในวันที่ 17 ตุลาคม 2556  โรงแรมพลาซา แอทธินี รอยัล เมอริเดียน ถนนวิทยุ  


ประเทศไทยกำลังเสื่อมถอยหรือไม่ ?   3 อาการที่เริ่มฟ้อง     

ในปี 2503   รายได้ต่อหัวของฟิลิปปินส์เคยสูงเป็น 2 เท่าของไทย   แต่เมื่อเวลาผ่านไป 50 กว่าปี กลับกลายเป็นว่ารายได้ต่อหัวของไทยนั้นคิดเป็นสองเท่าของฟิลิปปินส์      ไทยสามารถแซงหน้าฟิลิปปินส์ได้ในราวปี 2527   ซึ่งเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ในตอนนั้นโตเฉลี่ยแค่ 2% ต่อปี   ในขณะที่ไทยนั้นโตเฉลี่ยอยู่ที่ 7%   และหลังจากนั้นไทยก็ขึ้นนำฟิลิปปินส์มาตลอด   

หรือประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคเสื่อมถอยเหมือนฟิลิปปินส์ในอดีต?      หรือว่าทศวรรษที่ 2550 ของไทย จะเหมือนกับช่วงปี 2523-2533   ของฟิลิปปินส์ที่เติบโตอย่างเชื่องช้าแล้วค่อยๆ ถูกประเทศอื่นแซงหน้า    ถ้าจะให้ตอบสั้น ๆ ก็คือ  “มันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง”   แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดขึ้นอยู่กับว่า    เราตัดสินใจที่จะทำอะไร (หรือไม่ทำอะไร!)”     ตอนนี้มีสถานการณ์หลายอย่างที่บ่งบอกให้เห็นว่าประเทศไทยเริ่มมีอาการน่าเป็นห่วง     แต่ถ้าเราพร้อมที่จะประเมินสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา  กล้าเผชิญหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาที่มีอยู่แทนที่จะผลักมันออกไปให้เป็นเรื่องของอนาคต   เราก็จะได้เห็นสิบปีข้างหน้าของประเทศไทยเป็น “ทศวรรษแห่งความหวัง”   เช่นกัน

เป็นเรื่องยากที่จะบอกได้ว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงภาวะอ่อนแอเพียงชั่วคราว  และอีกสักพักก็จะกลับมาฟื้นตัวได้ดังเดิม  หรือจริงๆ แล้วเรากำลังเข้าสู่ระยะเริ่มต้นของช่วงเสื่อมถอยเพียงแต่เรายังไม่รู้ตัว    ซึ่งกว่าจะรู้ตัวมันก็อาจจะสายเกินไปแล้วก็ได้    สำหรับประเทศไทย  หากจะใช้ศัพท์ทางการแพทย์มาเปรียบเทียบก็อาจพูดได้ว่า  เราอาจจะยังไม่รู้ตัวว่าเราป่วยเป็นโรคอะไรและอาการหนักแค่ไหนแล้ว   แต่จาก “อาการ” ที่เรามีอย่างน้อย 3 อาการก็เป็นสัญญาณเตือนว่าสุขภาพของเราเริ่มมีปัญหาแล้ว

  • อาการที่ 1:    ส่วนแบ่งตลาดเริ่มหดตัว    สัญญาณเริ่มต้นอย่างหนึ่งของบริษัทที่กำลังมีผลงานตกต่ำคือ ส่วนแบ่งตลาดเริ่มเล็กลง   ถ้าเรามองประเทศไทยเป็นเสมือนบริษัทก็จะพบว่า 20 ปีที่ผ่านมา บริษัทนี้มีส่วนแบ่งในตลาดส่งออกโลกลดลงจาก 1.7%  เหลือเพียง  1.3%   และเมื่อดูเป็นอันดับ  เราร่วงจากอันดับ 15 ในปี 2533 มาเป็นอันดับ 22   ถึงแม้ว่าเราจะส่งออกรถยนต์และอะไหล่รถยนต์ได้เพิ่มขึ้น  แต่สินค้าเกษตรที่เป็นพระเอกส่งออกของประเทศตลอดมาอย่างข้าว   จากเดิมที่เราเคยส่งออกในมูลค่าที่มากถึง 69% ของตลาดโลกในปี 2533  ก็ลดลงเหลือเพียง 21% เท่านั้นในปี 2555

    ขณะเดียวกัน  การไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศ หรือ FDI  ก็ดูจะไม่สดใสนัก เพราะสัดส่วนการไหลเข้าของเงินทุนจากทั่วโลกของไทยได้ตกลงจาก 1.2% ในปี 2533 เหลือเพียง 0.6% ในปี 2555 เทียบเท่ากับเงินลงทุนที่ไหลเข้าประเทศเวียดนาม  ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจเพียง 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจไทยเท่านั้น   ในขณะที่เมื่อ 20 ปีก่อน  เงินที่ไหลเข้ามาในไทยนั้นสูงกว่าเวียดนามถึง 13 เท่า         

  • อาการที่ 2 :   ล้าหลังเพื่อนบ้าน      อีกวิธีหนึ่งที่บริษัทเอกชนมักทำก็คือการเปรียบเทียบผลงานของตัวเองกับบริษัทอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่ง    และหากเรามองไปยังประเทศเพื่อนบ้านก็จะพบว่าเราไม่สามารถปิดช่องว่างระหว่างรายได้ต่อหัวของเรากับมาเลเซียที่เป็นคู่แข่งตลอดกาลได้   ในขณะเดียวกัน เวียดนามก็กำลังไล่ตามเรามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ

    ไทย v. มาเลเซีย      เมื่อ 20 ปีที่แล้ว รายได้ต่อหัวของมาเลเซียเคยคิดเป็น 1.7  เท่าของประเทศไทย   แต่ในปี 2555   รายได้ของมาเลเซียก็ยังคงสูงกว่าไทย 1.7 เท่าเหมือนเดิม   ซึ่งแน่นอนว่าเหตุผลก็มาจากหลายปัจจัยด้วยกัน  แต่ปัจจัยสำคัญที่ควรกล่าวถึงเป็นอย่างยิ่งก็คือ   มาเลเซียมีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและการวิจัยและพัฒนาที่ดีกว่าเรามาก   มาเลเซียได้เพิ่มค่าใช้จ่ายด้าน R&D ที่เคยคิดเป็นเพียง 0.2% ของ GDP ในปี 2539 มาเป็นกว่า 1.0% ในปี 2552 ซึ่งมากกว่าของประเทศไทย  (0.24%) ถึง 4 เท่า   นอกจากนี้   มาเลเซียยังมีจำนวนนักวิจัยต่อกำลังแรงงานสูงกว่าไทยถึง 3 เท่า   การที่มาเลเซียสามารถให้ความสำคัญกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโตของประเทศในระยะยาวส่วนหนึ่งอาจมาจากเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ    เราพบว่านายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซียมาจากพรรคเดียวกันมาตลอดตั้งแต่ประเทศได้รับเอกราชในปี 2500    ในขณะที่ประเทศไทยเปลี่ยนรัฐบาลมาทั้งสิ้น 6 ครั้งเพียงแค่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

    ไทย v. เวียดนาม     รายได้ต่อหัวของเวียดนามเคยคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของรายได้ต่อหัวของไทยในปี 2533   แต่สัดส่วนนี้กลับเพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 3 ในปี 2555  แน่นอนว่าสาเหตุมาจากหลายปัจจัย แต่สิ่งที่เวียดนามสามารถทำได้ดีมากด้านหนึ่งก็คือเรื่องของการศึกษา    เวียดนามมีสัดส่วนงบประมาณด้านการศึกษาต่อ GDP ที่ 6.6%  ซึ่งสูงกว่าประเทศไทยที่ 3.8%        
            
  • อาการที่ 3:   เราเก่งในด้านอะไร     หากเราจะเปรียบเทียบตัวเองกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคหรือในโลก ก็จะพบว่าทั้งๆ ที่เรามีความกระตือรือร้นที่จะเตรียมตัวรับกับ  AEC   แต่ระดับทักษะด้านภาษาอังกฤษของไทยก็ยังอยู่อันดับที่ 53 จาก 54 ประเทศ (1)   นอกจากนี้   ในขณะที่คนส่วนใหญ่มักพูดถึงเรื่องการยกระดับมูลค่าเพิ่มของสินค้าและการพัฒนาประเทศให้เป็นระบบเศรษฐกิจแห่งองค์ความรู้    แต่เรายังลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาน้อยมาก (อันดับที่ 62) (2)  ทั้งๆ ที่เรามีการรณรงค์ติดป้ายต่อต้านคอร์รัปชั่นไปทุกที่  แต่ดัชนีภาพลักษณ์ที่ดีด้านคอร์รัปชั่นของเราอยู่ในอันดับที่ 88   (3) และที่น่าตกใจที่สุดก็คือเราถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 168  ของประเทศที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (4)   มีเพียง 31 ประเทศเท่านั้นที่ใช้พลังงานสิ้นเปลืองกว่าเราซึ่งรวมถึงประเทศผู้ผลิตน้ำมันอย่างอิหร่าน รัสเซีย และบาห์เรน    ในขณะที่ประเทศไทยยังต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศอยู่ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิงหรือกระแสไฟฟ้าก็ตาม

    แต่อาจดูไม่ยุติธรรมนัก  ถ้าเราจะนำเสนอเฉพาะแต่ด้านที่เราอยู่ในอันดับท้ายๆ   เพราะที่จริงแล้ว  ประเทศไทยก็ได้รับอันดับต้น ๆ  ในหลายด้านด้วยกัน  อาทิ  เราได้อันดับ 1  ของประเทศที่มีสัดส่วนผู้ติดเชื้อ HIV ต่อประชากรมากที่สุดในเอเชีย  (5)    อันดับ 2  ของประเทศในเอเชียที่มีความเหลื่อมล้ำของรายได้สูงที่สุด   และมีจำนวนคุณแม่วัยใสมากที่สุด  (รองจากลาว) (6)   อันดับ 3 ของโลกที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน (7) และอันดับ  4  ของประเทศที่มีรัฐประหารมากที่สุดในโลก  (8)

เรามายืนอยู่จุดนี้ได้อย่างไร    เราสูญเสียความน่าดึงดูดในสายตานักลงทุนไปตั้งแต่เมื่อไร   ทำไมเราถึงตามหลังเพื่อนบ้าน   และเป็นเพราะเหตุใด  เราถึงได้อันดับต้นๆ  ในมิติอย่างความเหลื่อมล้ำ  หรืออันดับท้ายๆ ในเรื่องของการใช้พลังงานสิ้นเปลือง    ในบทความฉบับหน้า  สถาบันอนาคตไทยศึกษาจะพาท่านกลับไปย้อนอดีตของประเทศเพื่อเป็นการทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในรอบ 20 ปี และค้นหาสาเหตุที่พาเรามาสู่ ณ จุดนี้ร่วมกัน    


ที่มา:
 (1) จัดอันดับโดยสถาบัน EF (ผู้จัดสอบ TOEFL) ในปี 2012
 (2)  เว็บไซด์   Wikipedia.org
 (3)  Transparency International (2013)
 (4)  Energy Information Administration (EIA)
 (5)  CIA World Factbook
 (6)  UNFPA (2012)
 (7)  Global Health Survey, WHO
 (8)  Center for Systemic Peace อ้างใน whereisthailand.info