กลยุทธ์ที่จะทำให้ไทยสามารถยกระดับมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้ประสบผลสำเร็จได้จะต้องอาศัยการบูรณาการจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ครอบคลุมมิติที่กว้างขวาง เพื่อสร้างแนวทางในการดำเนินนโยบายที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือจากหลายฝ่ายอย่างแท้จริง

จากรายงานของ OECD ได้เสนอให้นวัตกรรม (Innovation) ความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) คลัสเตอร์ (Clusters) และเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) เป็นนโยบายหลักที่จะช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเกิดการพัฒนายกระดับมูลค่าได้ และสามารถรักษาความสามารถในแข่งขันได้ในเวลาเดียวกัน   โดยในที่นี้เราจะเสนอ 2 องค์ประกอบหลักในการยกระดับมูลค่าผลิตภัณฑ์ ซึ่งได้แก่ (1) กลยุทธ์ด้านนวัตกรรมแบบบูรณาการ และ (2) การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างสถาบันที่เกี่ยวข้อง

1) กลยุทธ์ด้านนวัตกรรมแบบบูรณาการ

การพัฒนานวัตกรรมเป็นหัวใจหลักของการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์  โดยจำเป็นจะต้องเกิดขึ้นอย่างครบวงจร  ถ้าหากมีขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งขาดหายไปจาก “วงจรการสร้างนวัตกรรม”  ซึ่งได้แก่ “การทำวิจัยขั้นพื้นฐาน การทดสอบความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ การระดมทุน การคัดเลือกบุคลากรที่มีความสามารถ  การผลิต และการขายผลิตภัณฑ์”   ก็จะเป็นการยากที่จะสร้างให้เกิดสินค้าที่เป็นนวัตกรรม    นโยบายส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมนั้นกินความหมายที่กว้างกว่านโยบายส่งเสริมการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี   ซึ่งที่ผ่านมาเรามักเน้นไปที่ค่าใช้จ่ายในการทำวิจัยและพัฒนา  จำนวนนักวิจัย จำนวนบทความที่ตีพิมพ์ และจำนวนสิทธิบัตร  แต่ในรายงานรายประเทศของ OECD ได้มีการกำหนดขอบเขตนโยบายเพื่อการพัฒนานวัตกรรมซึ่งไม่ได้หมายรวมเพียงแค่นโยบายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงนโยบายอื่นๆ ดังต่อไปนี้

  • การศึกษา   เราควรจะมีนโยบายด้านการศึกษาอย่างไรเพื่อเปลี่ยนจาก “การเรียนที่มีครูเป็นศูนย์กลาง และการวัดผลการเรียนรู้จากจากการสอบแต่เพียงอย่างเดียว” เป็น “การเรียนรู้เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และสร้างความเป็นผู้ประกอบการ”
  • การแข่งขัน   เราจะสร้างบรรยากาศของการแข่งขันในตลาดอย่างไรเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างนวัตกรรม
  • บรรษัทภิบาล  เราจะสามารถสร้างแรงจูงใจแก่เจ้าของธุรกิจและผู้บริหารพัฒนานวัตกรรมอย่างไรที่จะทำให้เกิดผลประโยชน์ในระยะยาว   นักลงทุนและตลาดทุนควรจะมีบทบาทอย่างไรในการพัฒนานวัตกรรม
  • การระดมทุน   ประเทศไทยมีระบบการเงินที่มีสภาพคล่องเพียงพอ แต่เราจะทำอย่างไรให้ธุรกิจเกิดใหม่และธุรกิจขนาดย่อมสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้
  • นโยบายด้านอื่นๆ   ได้แก่ สิทธิของทรัพย์สินทางปัญญา มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ

 

2)    การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างสถาบันที่เกี่ยวข้อง

บทเรียนจากประสบการณ์ของประเทศอื่นๆ บอกเราว่าผู้กำหนดนโยบายต้องไม่เพียงแต่พัฒนาขีดความสามารถเฉพาะในสาขาใดสาขาหนึ่ง แต่จะต้องยกระดับความสำคัญของการเชื่อมโยงระหว่างสถาบันที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเอกชน  มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของรัฐ  ทั้งนี้ ตัวอย่างของการพัฒนาความเชื่อมโยงดังกล่าวที่ประเทศไทยสามารถทำได้มีดังนี้ 

  • ผลิตตามความต้องการของผู้ใช้   ถ้าสิ่งที่เราผลิต (ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน, นักวิจัย, งานวิจัย ฯลฯ)  ไม่ได้ตอบโจทย์ของผู้ใช้   เราก็ควรจะให้ผู้ใช้ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ    ในด้านการศึกษา เราอาจจะผลักดันให้เกิดโครงการฝึกงานตามสถานประกอบการ  หรือเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตร   ตลอดไปจนถึงการจัดตั้ง Corporate University   สำหรับงานด้านวิจัย  เราควรส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน   ตัวอย่างเช่น ในประเทศเกาหลีใต้ มีหลายเทคโนโลยี อย่างเช่น DRAM  ที่ถูกพัฒนาต่อยอดโดยสมาคมร่วมวิจัยและพัฒนาระหว่างบริษัทเอกชน และสถาบันวิจัยของภาครัฐ  สำหรับประเทศไทย เราอาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านการบริหาร โดยการเพิ่มตัวแทนจากภาคเอกชนในคณะกรรมการของหน่วยงานที่ให้ทุนวิจัย เป็นต้น 
  • ทำให้เรื่องนวัตกรรมไม่ใช่เรื่องไกลตัว  การทำให้นวัตกรรมเกิดขึ้นจากฝั่งอุปสงค์ไม่ได้หมายรวมเพียงแค่อุปสงค์จากภาคเอกชน  แต่นวัตกรรมควรเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ให้กับสังคมในวงกว้าง และสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ยกตัวอย่างเช่น การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ซับซ้อนน้อยลง แต่มีราคาถูกลงด้วย  (เช่น รถยนต์รุ่น Nano ของทาทา ประเทศอินเดีย) ก็จะสร้างอานิสงค์ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยด้วย   เราลองคิดดูว่า จะมีกี่ครอบครัวที่จะได้รับประโยชน์หากเราสามารถสร้างนวัตกรรมที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่ขายอาหารตามข้างถนน   ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของการประหยัดต้นทุนการทำอาหาร หรือช่วยให้ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่มีมูลค่าสูงขึ้นก็ได้   (ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ไก่ย่างวิเชียรบุรี)

  • ใช้แนวคิดเรื่อง Clusters และ Hub   ถ้าผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัย มีความใกล้ชิดกันมากขึ้น จะช่วยให้เราสามารถเพิ่มผลิตผลและสร้างนวัตกรรมได้    ประธานของสถาบัน KAIST ประเทศเกาหลีใต้ ได้กล่าวไว้ว่า  “การสร้างนวัตกรรมใหม่จะกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น  ถ้าหากเรามี Innovation Hub หรือศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่...    เป้าหมายของ KAIST ที่จะสร้างท่าเรือเคลื่อนที่ (Mobile harbor) สำเร็จได้ก็เพราะเกาหลีใต้มีอุตสาหกรรมการต่อเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก  และบริษัทในอุตสาหกรรมเหล่านี้เต็มใจที่จะร่วมมือกับ KAIST”   อย่างไรก็ดี การสร้าง Innovation Hub นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย  เกาหลีใต้ได้ก่อตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ “แดดุก” ในเมือง
    แดจอน ซึ่งได้กลายเป็นที่ตั้งของ KAIST และแล็บวิจัยของทั้งรัฐบาลและเอกชนกว่า 60 แห่ง  นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังได้ให้งบประมาณมากถึง 3-4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีเพื่อสนับสนุนแล็บวิจัยเหล่านี้  แต่แดดุกยังคงขาดปัจจัยที่จะทำให้เกิดผลสำเร็จอย่างบอสตันหรือซิลิคอน แวลเลย์ ในสหรัฐอเมริกา หนึ่งในปัญหาที่สำคัญคือการกระจัดกระจายหรือไม่รวมศูนย์ (fragmentation)  เนื่องจากงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาในแดจอนนั้นกระจัดกระจายอยู่ตามสถาบันวิจัยต่าง ๆ อีกทั้งยังต้องอุดหนุนงานวิจัยหลากหลายสาขา เพราะรัฐมนตรีแต่ละคนก็คุมสถาบันวิจัยกันคนละที่

ในประเทศไทย นโยบายด้าน FDI และงบประมาณจากภาครัฐจะช่วยส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรม (Cluster)  เนื่องจากขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของไทยนั้นมีอยู่อย่างจำกัดกว่าเกาหลีใต้   FDI จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญที่จะผลักดันให้ไทยสามารถยกระดับมูลค่าผลิตภัณฑ์ได้ดีกว่าและมากกว่ากรณีของเกาหลีใต้   ถึงแม้ว่างบประมาณเป็นเรื่องที่สำคัญก็จริง  แต่การจัดสรรจะต้องมีความชัดเจนในเรื่องของทิศทางโดยรวม และการให้ลำดับความสำคัญด้วย   เป็นที่  น่าเสียดายที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของเราได้ให้แนวทางไว้เพียงเล็กน้อยว่าจะให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมใดเป็นอันดับต้นๆ หรือรายอุตสาหกรรมใดที่ไทยเราควรสร้างทักษะความชำนาญ 

โครงการท่าเรือเคลื่อนที่ของ KAIST ที่กล่าวถึงข้างต้นนั้นเป็น 1 ใน 10 โครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากนโยบาย “S&T new deal” ซึ่งรัฐบาลเกาหลีใต้ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 1-2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ  ซึ่งถ้าหากประเทศไทยมีการริเริ่มนโยบาย “S&T new deal” ขึ้นมา  ก็น่าจะช่วยเพิ่มทั้งทรัพยากรและการให้ความสำคัญ (Priority) ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยยังขาดอยู่ และทำให้ความพยายามที่จะสร้าง clusters ใหม่ของไทยไม่เกิดขึ้นเสียที

 

โดย ศิริกัญญา ตันสกุล
sirikanya@thailandff.org
สถาบันอนาคตไทยศึกษา