ธุรกิจในประเทศไทยกว่า  80% เป็นธุรกิจครอบครัว     และปัญหาใหญ่ที่ธุรกิจเหล่านี้กำลังเผชิญก็คือ  การส่งผ่านธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่นให้ประสบผลสำเร็จ    จากผลการสำรวจธุรกิจครอบครัวของ PwC ในปี 2012  ระบุว่าธุรกิจในภูมิภาคเอเชียกว่าร้อยละ 70-80 ล้วนเป็นธุรกิจที่เติบโตมาจากธุรกิจครอบครัว  และอัตราการอยู่รอด   (Survival rate)  ของธุรกิจครอบครัวรุ่นที่ 1 อยู่ที่ 100% รุ่นที่ 2 อยู่ที่ 30%  และรุ่นที่ 3 อยู่ที่ 12%  และรุ่นที่ 4 จะเหลือเพียง 3%   สอดคล้องกับความเชื่อที่กล่าวกันว่าธุรกิจครอบครัวมักจะอยู่ได้ไม่เกิน 3 รุ่น 

แม้แต่บริษัทขนาดใหญ่ในกลุ่ม SET 50 ก็ยังเป็นธุรกิจครอบครัวมากเกือบจะครึ่งหนึ่งของบริษัททั้งหมด   หากวิเคราะห์เฉพาะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่อยู่ในกลุ่ม SET50  จำนวน 50 บริษัท  จะพบกว่ามีบริษัทมากถึง  21  แห่งที่เป็นธุรกิจครอบครัว  คิดรวมเป็นมูลค่าตลาด (Market capitalization)  กว่า  33%  หรือประมาณ  1/3 ของมูลค่าตลาดรวมของ SET50   โดยกว่าครึ่งของบริษัทเหล่านี้จะอยู่ใน 3 ธุรกิจใหญ่คือ ธนาคารพาณิชย์  พาณิชย์ & การค้า และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์   

                                          

.. จากธุรกิจครอบครัวรวม  21 แห่ง  มีบริษัทถึง 10 แห่งที่บริหารงานโดยรุ่นที่ 2 (Gen 2)    ทั้งนี้      ธุรกิจครอบครัวในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ได้ส่งผ่านธุรกิจไปจนถึงรุ่นที่ 3 (Gen 3) แล้ว   ขณะที่ธุรกิจครอบครัวในกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ส่วนมากจะยังคงบริหารงานโดยรุ่นที่ 1 (Gen 1)   เนื่องจากเป็นธุรกิจใหม่ที่มีประวัติการจัดตั้งไม่ยาวนานนัก     

                                           


ระบบการศึกษาของไทยยังไม่ตอบโจทย์ของการบริหารธุรกิจครอบครัวให้มีประสิทธิภาพ และอยู่รอดอย่างยั่งยืนเท่าใดนัก     ในปัจจุบันหลักสูตรปริญญาโทบริหารธุรกิจ หรือ MBA  ของไทยยังไม่ครอบคลุมเนื้อหาและความรู้ที่เกี่ยวข้องกับวิธีการบริหารจัดการธุรกิจครอบครัวอย่างเพียงพอ   มีเพียง 1 มหาวิทยาลัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ 5 แห่งของไทยที่เปิดสอนวิชา “ผู้ประกอบการและการบริหารธุรกิจครอบครัว   (SME & Family Business Management)”    และก็เปิดสอนพียง 1 วิชาจากจำนวนวิชาที่เปิดสอนทั้งหมดกว่าสองร้อยวิชาของ 5 มหาวิทยาลัยรวมกัน   ในขณะที่ศาสตร์แขนงนี้เป็นวิชาที่ได้รับความสนใจในต่างประเทศเป็นอย่างมาก