Policy Watch

Policy Watch - มิถุนายน 2557

ณ เวลานี้ หลายฝ่ายต่างออกมาพูด ออกมาเรียกร้องถึงข้อเสนอที่ควรต้องทำมากมาย  ทั้งเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการแก้ปัญหาความขัดแย้ง และเรื่องปฏิรูป ซึ่งสถานการณ์ไม่ต่างจากช่วงที่มีกระแสปฏิรูปที่มีการยื่นข้อเสนอมากมายจากหลายฝ่าย  ทั้งจากฝ่ายราชการ และเอกชน เช่น กระทรวงการคลังเสนอ 13 มาตรการปฏิรูปภาษี 7 องค์กรเอกชนเสนอ 7 มาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจ บวกกับอีก 8 ข้อเสนอองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น และยังมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางบก ทางน้ำทางอากาศ ยังไม่รวมข้อเสนอเกี่ยวกับปฏิรูปที่สมัชชาปฏิรูปเคยเสนอ 21 มติการปฏิรูป ส่วนคณะกรรมการปฏิรูปประเทศเสนอ 24 เรื่อง 94 ข้อเสนอ

ซึ่งต้องเลือกให้ดีว่าจะทำอะไรและจัดลำดับว่าอะไรควรทำก่อนหรือทำทีหลัง ด้วย 2 เหตุผลด้วยกัน

หนึ่งคือภาครัฐเองมีความสามารถในการจัดการที่จำกัด  เป็นสิ่งที่ต้องยอมรับว่าอายุของรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ค่อยยืนยาวนัก  แถมรัฐมนตรีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดก็ถูกเปลี่ยนบ่อยครั้ง  ในระดับปฏิบัติการก็มีข้อจำกัดอีกมากมาย  เห็นได้จากหลายโครงการขนาดใหญ่ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น mega project มูลค่า 1.6 ล้านล้าน ที่ถูกเสนอเป็นแผนสำหรับปี 2548-2555 ซึ่งยังไม่ทันได้เริ่มต้น แต่ก็ไม่ได้ถูกสานต่อ  หรือ โครงการไทยเข้มแข็งมูลค่าร่วม 1.43 ล้านล้านบาท (SP2) จนถึงปัจจุบันก็ไม่สามารถทำจนเสร็จสิ้น

สองคือ  “ช่วงเวลาฮันนีมูน” (Honeymoon Period) นั้นมีไม่นาน  และความชอบธรรมและคะแนนนิยมที่มีจำกัดอยู่เสมอ   ตัวอย่างมีให้เห็นอยู่แล้วจากช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง เพื่อแลกกับเงินกู้ที่จะนำมาแก้ไขวิกฤติ เราต้องเซ็นหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent: LOI) กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)   โดย IMF ได้ระบุเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจลงใน LOI ด้วย  การแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้นไม่ใช่เรื่องเลวร้าย  แต่ก็ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเร่งทำในช่วงนั้นเพราะไม่ได้เป็นเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤตในปี 2540  ประกอบกับเป็นช่วงวิกฤติที่อารมณ์ความรู้สึกของคนค่อนข้างอ่อนไหวอยู่แล้ว พอผสมกับกระแสเรื่องขายชาติจึงทำให้เกิดการต่อต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ  และลามมาจนถึงการต่อต้านมาตรการและนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่จะช่วยแก้วิกฤติ และเป็นอุปสรรคต่อการผลักดันนโยบายต่างๆ  ดังนั้น การสร้างโมเมนตั้มที่ดีจะช่วยลดกระแสต่อต้าน และช่วยสร้างความยอมรับให้เกิดขึ้นได้

ดังนั้น เราจึงขอเสนอว่าเพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน เราต้องทำ 3 สิ่งคือ ทำน้อย ทำจริง และทำให้ยั่งยืน

1. ทำน้อยเท่าที่จำเป็น ซึ่งได้แก่เรื่องที่จะตอบโจทย์ที่เป็นสาเหตุหรือผลของความขัดแย้ง คือเรื่องการใช้อำนาจโดยมิชอบ คอร์รัปชั่น และความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม และที่สำคัญ คือต้องเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังควรคิดในแง่ของระยะเวลาที่ใช้ในการจัดการว่าอะไรสามารถจัดการได้ในระยะสั้น  หรืออะไรที่เป็นเรื่องระยะยาว  ด้วยวิธีนี้จะทำให้แบ่งเรื่องที่ต้องทำออกเป็น 4 หัวข้อ คือ สิ่งที่ควรทำตอนนี้ (Do Now) คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง และจัดการได้ในระยะสั้น เช่น การเร่งรัดโครงการที่หยุดชะงัก  และฟื้นฟูความเชื่อมั่นนักลงทุน/นักท่องเที่ยว  และสิ่งที่ต้องทำต่อ (Do Next) คือการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ เช่น ระบบสวัสดิการสังคม การดำเนินคดีคอร์รัปชั่นของนักการเมืองและข้าราชการโดยไม่เลือกปฏิบัติ ที่เหลือคือสิ่งที่ควรทำเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย (Do Opportunistically) ที่สามารถจัดการได้ในระยะสั้น แต่ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง  และสิ่งที่เป็นเรื่องระยะยาว (Do Later) ที่อาจจะไม่โยงกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยตรง เช่น ปฏิรูปการศึกษา เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เป็นต้น 

2. ต้องทำจริง สิ่งที่จะทำให้เกิดผลจริง คือการปรับปรุงกระบวนการทำงานต่างๆ ซึ่งหนึ่งในเรื่องที่สำคัญ คือการทำให้ KPI ที่ใช้ในภาครัฐนั้น “ศักดิ์สิทธิ์” จริงๆ ไม่ใช่  “สักแต่ว่าทำ”  ซึ่งควรปรับปรุงกระบวนการด้าน KPI ใน 4 เรื่องได้แก่ 1. KPI ต้องวัดที่ผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการ  2. ต้องมี KPI น้อยๆ กระทรวงละไม่เกิน 5 ตัวชี้วัด  3. ต้องระบุผู้รับผิดชอบเป็นรายบุคคลไม่ใช่เพียงหน่วยงาน และ 4. ต้องใช้ผลประเมินจาก KPI ไปใช้จัดสรรงบประมาณ  ถ้ากระบวนการ KPI ขาดประสิทธิภาพแล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าเราได้อะไรกลับมา  จากงบประมาณที่แต่ละกระทรวงในแต่ละปี

3. ต้องทำให้ยั่งยืน  การปฏิรูปถูกยกเลิกได้เสมอ ถ้ามีการเปลี่ยนรัฐบาล    แต่การเปิดเผยข้อมูลให้โปร่งใส  ลดโอกาสในการคอร์รัปชั่น  และยังทำให้เกิดความยั่งยืนเพราะข้อมูลใดๆ ที่มีการเปิดเผยแล้วจะไม่ถูกปิดได้ง่ายๆ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็ตาม  ควรมีการเปิดเผยข้อมูล ด้วย 2 วิธีด้วยกัน  หนึ่งคือการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการเปิดเผยข้อมูลหน่วยงานรัฐ โดยแก้ไขพรบ.ข้อมูลข่าวสารให้เปิดเผยข้อมูลอย่างไม่มีเงื่อนไข สองคือใช้ 2% ของงบประมาณโครงการขนาดใหญ่เพื่อจัดทำฐานข้อมูลโครงการ และนำไปใช้ในการติดตามประเมินผล

 

ความเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

มาก

น้อย

ระยะเวลา

ที่ใช้ใน

การจัดการ

สั้น

1. สิ่งที่ต้องทำตอนนี้ (Do Now)

· เร่งสานต่อโครงการหยุดชะงัก (จ่ายหนี้      จำนำข้าว, เร่งรัดการเบิกจ่าย อนุมัติงบ  ประมาณสำหรับปีหน้า)

·  เน้นตรวจสอบโปร่งใส (เช่น ตรวจสอบการ  ใช้งบประมาณโครงการสำคัญๆ ของรัฐ และ  รัฐวิสาหกิจโดยไม่เลือกปฏิบัติ)

·  ลดความสิ้นเปลืองงบประมาณ (เช่น ตัด  โครงการที่ไม่จำเป็น 10 โครงการ)

·  ฟื้นฟูความเชื่อมั่นจากทั้งรัฐบาล นักธุรกิจ  นักลงทุน นักท่องเที่ยวต่างประเทศการ  ลงทุนและการท่องเที่ยว (BOI เร่งอนุมัติ  โครงการที่มีการยื่นขอให้เสร็จ    ภายใน 30 วัน, ฟื้นฟูความเชื่อมั่นนักท่อง  เที่ยว)


3.  สิ่งที่ควรทำ เมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย (Do Opportunistically)

·     ลดอุดหนุนราคาโดยตั้งราคาที่เป็นธรรม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

·      เร่งเจรจาข้อตกลงเศรษฐกิจพิเศษชายแดน

 

ยาว

2สิ่งที่ต้องทำต่อ (Do Next)

·    เร่งสานต่อโครงการหยุดชะงัก (เช่นโครงการบริหารจัดการน้ำ ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน)

·    ลดความสิ้นเปลืองงบประมาณ (จำกัดงบประมาณโครงการประชานิยม)

·    เน้นตรวจสอบโปร่งใส (ดำเนินคดีคอร์รัปชั่นนักการเมือง/ข้าราชการ โดยไม่เลือกปฏิบัติ)

·    ลดความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรม (ปฏิรูปการ กระจายอำนาจ จัดสวัสดิการสังคมอย่างทั่วถึง)  

·    ปรับปรุงกระบวนการการใช้KPI ให้เน้นผลลัพธ์ มีน้อยๆ ใส่ชื่อผู้รับผิดชอบ และโยงกับการจัดสรรงบประมาณ

·     เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร เช่น แก้พรบ.ข้อมูลข่าวสาร ใช้ 2%ของงบโครงการในการทำฐานข้อมูล

4สิ่งที่ควรทำในระยะยาว (Do Later)

·    เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยการเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน

·    เพิ่มธรรมาภิบาลของการบริหารงานองค์กรอิสระ ให้เปิดเผยข้อมูล จัดรายงานประจำปี

·     ปฏิรูปการศึกษาให้ประชาชนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม

·     ปรับบทบาทภาครัฐ ลดกฎระเบียบที่สร้างภาระโดยไม่จำเป็น และลดความซ้ำซ้อนในการทำหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐ



ดาวน์โหลดเอกสาร

  • เอกสาร "3 ข้อเสนอในการเดินหน้า"
    Downloads

More Reports